[SF]▒★CHECKMATE★▒[YUNJAE]
posted on 09 Oct 2011 00:09 by yunjaepor in SFTitle :: CHECKMATE
Author :: PorChan
Pairing :: Yunho - Jaejoong
Rate :: PG-13
Category :: Romantic/Comedy
*ฟิกป่วงๆคั่นดราม่าฟิกแฝด XD*
Author :: PorChan
Pairing :: Yunho - Jaejoong
Rate :: PG-13
Category :: Romantic/Comedy
*ฟิกป่วงๆคั่นดราม่าฟิกแฝด XD*
เสียงฟ้าร้องและฝนเม็ดโตที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ปราณีชายหนุ่มที่กำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินด้วยความเร่งรีบ เสียงทุ้มสบทอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อนึกถึงพยากรณ์อากาศตอนเช้าที่บอกว่าวันนี้อากาศจะแจ่มใส ความจริงแล้วตอนที่เขาเดินลงมาซื้อกาแฟที่คอฟฟี่ช็อปร้านประจำที่อยู่ไม่ไกลจากคอนโดอากาศมันก็โอเคอย่างที่ฟังในทีวีตอนเช้าอยู่หรอกนะ แต่พอเขาออกมาจากร้านเพียงห้านาทีฝนฟ้าก็กลั่นแกล้งเขาเสียอย่างนั้น
ชายหนุ่มวัยใกล้จะสามสิบที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืดกำลังคิดหาที่หลบฝนชั่วคราว และสวรรค์ก็เข้าข้างเมื่อดวงตาเรียวมองไปเห็นร้านหนังสือเก่าที่อยู่ตึกถัดไป หน้าร้านมีกันสาดยื่นออกมาให้พอหลบฝนได้พอดิบพอดี ไม่รอช้าขายาวรีบวิ่งไปยังที่หมายทันที ตอนนี้เวลาสี่ทุ่มเศษๆถนนแถวนี้เริ่มเงียบเสียแล้ว ร้านรวงต่างๆก็ปิดไปมากกว่าครึ่งจะเหลือก็แต่พวกร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงและร้านกาแฟบางร้านเท่านั้น ชองยุนโฮก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆเสียด้วยสิ
เสียงฝีเท้าหนักๆเหมือนมีคนหลายๆคนกำลังวิ่งไล่อะไรซักอย่างเรียกให้ชายหนุ่มต้องชะโงกหน้าเข้าไปมองในซอยข้างตึกที่เขายืนอยู่ ยุนโฮเห็นผู้ชายตัวโต 2-3 คนกำลังวิ่งไล่ใครซักคนที่ตอนนี้เหมือนจะไล่ต้อนได้สำเร็จแล้ว ตาเรียวหรี่ลงเพื่อจะเพ่งมองเหตุการณ์ให้ชัดขึ้นและก็เห็นว่าคนที่โดนวิ่งไล่เป็นผู้ชายเช่นกัน ซักพักหนึ่งในชายร่างยักษ์ก็คว้าคอเสื้อของผู้ชายคนนั้นและกระแทกร่างนั้นเข้ากับกำแพง ยุนโฮอุทานออกมาด้วยความตกใจก่อนที่จะประมวลสถานการณ์ว่าเขาควรจะเข้าไปยุ่งหรือไม่ และเมื่อเห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นโดนชกอย่างแรงที่หน้ายุนโฮก็วิ่งออกไปทันที หวังว่าฮัพคิโด้ที่เคยเรียนมาจะพอช่วยเขาได้บ้างนะ!
1 ชั่วโมงผ่านไป...
หลังจากที่เขาจัดการกับร่างยักษ์ทั้งสามแล้ว เขาก็พาผู้ชายอีกคนมานั่งอยู่ที่คอฟฟี่ช็อปร้านเดิม อันที่จริงๆเขาก็ไม่ได้เก่งกาจจนสามารถล้มไอ้สามคนนั้นได้ง่ายๆหรอกนะ เพราะสภาพเขาตอนนี้ก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน แต่บังเอิญว่าตอนนั้นมีคนขับรถผ่านไปพอดีไอ้สามร่างยักษ์เลยเผ่นหนีไป แล้วอีกคนที่เขาพามาด้วยนี่...ก็ยังคงเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา
“เอ่อ...เอานมอุ่นๆหน่อยไหม”
ยุนโฮพยายามชวนคุยแต่เจ้าตัวก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปด้านนอกของร้านอย่างไม่มีจุดหมาย
“ฉันชองยุนโฮ นายชื่ออะไร”
“คิมแจจุง...”
เสียงแหบพร่าที่ได้ยินเป็นครั้งแรกทำให้ชายหนุ่มใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยคนที่เขาไปช่วยก็ไม่ได้เป็นใบ้หละนะ!
“บอกหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงไปมีเรื่องกับพวกนั้น”
“ทำไมผมต้องบอกเรื่องของผมกับคนแปลกหน้าอย่างคุณด้วย”
“ห๊ะ!? นี่ฉันเป็นคนช่วยนายไว้นะโว้ย ถ้าฉันไม่ไปเห็นป่านนี้นายนอนเละอยู่ในซอยนั่นแล้ว!”
“...........”
“โอเคคิมแจจุง...ฉันมันผิดเองแหละที่เสนอหน้าเข้าไปช่วยนาย”
ยุนโฮที่กำลังหงุดหงิดกับไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องชะงักเมื่อโดนอีกคนจับข้อมือไว้แล้วฉุดเบาๆ
“เดี๋ยวสิคุณ”
“มีอะไรอีกหละ ฉันจะรีบกลับ นี่มันดึกมากแล้ว”
“ขอนอนค้างด้วยได้ไหม...”
“เฮ้ย! จะบ้าเหรอ บ้านช่องไม่มีหรือไง กลับไปนอนบ้านตัวเองสิ! แล้วไหนตะกี๊ยังบอกฉันเป็นคนแปลกหน้าอยู่เลย”
ยุนโฮส่ายหัวให้กับคนประหลาดตรงหน้า คนบ้าอะไรอยู่ๆมาขอนอนค้างบ้านคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกหน้าตาเฉย! เกิดมาเพิ่งเคยเจอนี่แหละ
“ไม่มีหรอก....”
“อะไร? นายช่วยพูดยาวๆให้ฉันเข้าใจทีเถอะ”
“บ้านน่ะ...ผมไม่มีหรอก”
ในที่สุด...ยุนโฮก็จำใจต้องพาคนประหลาดกลับมาที่ห้องด้วยจนได้ ชายหนุ่มแอบคิดในใจว่าเขากลายเป็นคนใจอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แค่เห็นตาเศร้าๆกับหน้าหงอยๆของอีกฝ่ายเขาก็ใจอ่อนพากลับมาที่ห้องของตัวเองง่ายๆแบบนี้ จะถือว่าทำบุญละกัน~
“อ่ะนี่เสื้อผ้า เดี๋ยวฉันจะเอาผ้าห่มมาให้ นายนอนที่โซฟาได้นะ?”
แจจุงพยักหน้าช้าๆเป็นคำตอบก่อนจะรับเสื้อผ้าที่เจ้าของห้องเอามาให้และหายเข้าไปในห้องน้ำ ยุนโฮมองตามแผ่นหลังเล็กๆนั่นไปก่อนที่จะทำหน้าครุ่นคิด...หมอนี่มันไปทำเรื่องอะไรไว้ถึงโดนเจ้าพวกนั้นตามทำร้าย แถมยังบอกเขาว่าไม่มีบ้านอีก...
ส่วนอีกคนที่จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินตรงมายังโซฟาและพบว่ามีหมอนและผ้าห่มที่เจ้าของบ้านใจดีเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ แจจุงหันซ้ายหันขวาและไม่พบอีกคนเลยลุกขึ้นเดินไปรอบๆห้องแต่ก็ยังไม่เจอคุณเจ้าของห้องเสียที ขาเรียวก้าวตรงไปยังห้องที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องนอนของอีกฝ่ายแล้วเคาะประตูห้องสองสามที ซักพักคนที่เขาตามหาก็โผล่หน้าง่วงๆออกมาจากหลังประตู
“มีอะไรอีกหละ พรุ่งนี้เช้าฉันต้องไปทำงานนะ”
“ก็...คุณจะไม่ทำอะไรผมเหรอ?”
“ทำอะไรนาย? นายหมายถึงอะไรของนายวะแจจุง?”
“ก็ทุกคนที่ผมขอไปนอนที่บ้านด้วยน่ะ เค้าก็ชอบ...ทำเรื่องอย่างว่ากับผมนี่ มีคุณนี่แหละที่ไม่ทำ”
เดี๋ยวนะ...หมอนี่มันเป็นผู้ชายขายตัวเหรอวะ!? แค่คิดก็อยากจะบ้า นี่เขาพาผู้ชายขายตัวมานอนที่ห้องเหรอเนี่ย!
“นี่นาย...”
ยุนโฮพูดพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่...คนพวกนั้นก็ดูจะพอใจกับค่าเช่าของผมมากเลย”
“เหอะ! แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน ฉันไม่เอาหรอกไอ้ค่าเช่าอะไรนั่นน่ะ นายไปนอนได้แล้ว ฉันง่วง!”
พูดจบก็ทำท่าจะปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายแต่ก็ถูกแจจุงดึงบานประตูไว้เสียก่อน
“ขอบคุณ...”
ดวงตารีเรียวภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่อ่านเอกสารปึกใหญ่ที่เลขาเพิ่งเอามาให้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มือเรียวถูกยกขึ้นมากดที่สันจมูกโด่งเบาๆเมื่อชายหนุ่มเริ่มรู้สึกปวดตาก่อนที่จะถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะแหละหลับตาลง เมื่อนึกถึงเช้าวันนั้นที่เขาตื่นขึ้นมาและพบว่าคนประหลาดคนนั้นไม่อยู่เสียแล้ว เหลือเพียงผ้าห่มที่พับไว้เป็นระเบียบ แต่ยุนโฮก็อดแปลกใจไม่ได้เมื่อพบว่ามีซุปมันฝรั่งหอมกรุ่นอยู่บนโต๊ะอาหารพร้อมกับโน้ตใบเล็กๆที่เขียนว่า ‘ค่าเช่าห้อง’ ริมฝีปากหยักหลุดยิ้มเมื่อนึกถึงตอนที่เขาไปเจอเจ้านั่นกำลังโดนรุมทำร้าย สภาพดูไม่ได้หน้าตามอมแมมอย่างกับลูกหมา และที่สำคัญ...ดูจะเป็นคนที่มีปัญหาอะไรซักอย่างแน่ๆ แต่ระยะเวลาสั้นๆที่พบกันก็ทำให้เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนั้นเลยสักนิดนอกจากชื่อ...
คิมแจจุง...
“ขอบคุณครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับยื่นกล่องสีเหลี่ยมดีไซน์น่ารักให้กับลูกค้าสาว ริมฝีปากอิ่มยิ้มนิดๆเมื่อเห็นว่าสาวน้อยตรงหน้าเขินหน้าแดงตอนที่เขายื่นกล่องขนมให้
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่แจจุงมาทำงานพิเศษที่ร้านเบเกอรี่เล็กๆในเมือง คุณลุงเจ้าของร้านเห็นใจที่เขาไม่มีบ้านจึงยกห้องใต้หลังคาให้เขา แจจุงต้องตื่นขึ้นมาเปิดร้านตั้งแต่แปดโมงเช้าและปิดร้านตอนสองทุ่ม แต่ก็นับว่าคุ้มกับการที่เขาได้ที่นอนและมีอาหารกินฟรีๆ เขาตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินซักระยะแล้วค่อยทำเรื่องเรียนต่อ เพราะหลังจากที่จบมัธยมปลายแล้วเขาก็ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีทั้งพ่อและแม่เหมือนกับคนอื่นๆ เร่ร่อนไปวันๆไม่มีจุดหมาย แรกๆแจจุงก็ขอไปค้างห้องเพื่อนสมัยเรียนบ้าง ห้องญาติบ้าง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่กับคนอื่นได้ตลอด เพราะเขาไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย จนในที่สุดเขาก็ทำตัวเหลวแหลกไร้ค่าจนได้มาเจอกับคนๆนั้น...คนแรกที่ไม่ยอมนอนกับเขาเพื่อแลกกับที่นอน คนแรกที่ไม่แม้แต่จะสนใจเขาด้วยซ้ำ แต่ทว่าก็ยังใจดียอมให้เขาไปนอนด้วยทั้งๆที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แถมยังช่วยเขาให้รอดพ้นจากพวกหมาหมู่นั่นอีก พอนึกถึงใครอีกคนรอยยิ้มห้ามยากก็หลุดออกมาอย่างช่วยไม่ได้
คนอะไรตายด้านชะมัด...แต่ถึงจะตายด้านก็เป็นคนดีแหละนะ ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไงบ้าง....
“ลุงฮะ วันนี้ผมขอเลิกเร็วซักครึ่งชั่วโมงได้ไหมฮะ ผมว่าจะไปหาเพื่อนน่ะฮะ”
“ไม่มีปัญหาไอ้หนุ่ม เมื่อวานเลิกดึกกว่าปกตินี่เนอะ ถือว่าเจ๊ากันไป”
คุณลุงร่างท้วมเอ่ยบอกยิ้มๆก่อนที่จะหายเข้าไปหลังร้านอีกครั้ง แจจุงเลือกขนมสองสามชิ้นก่อนที่จะบรรจงเอาลงกล่องทีละชิ้นอย่างอารมณ์ดี และเมื่อจ่ายเงินเสร็จสรรพก็วิ่งไปเอาจักรยานหลังร้านและออกไปทันที
20.15 น.
คิ้วหนาได้รูปขมวดเป็นปมขณะที่ดูแผนงานของเดือนนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่งานยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะทำอย่างอื่นเลยด้วยซ้ำ หลายวันแล้วที่ยุนโฮกลับมาถึงห้องดึกดื่นจนแทบจะไม่มีเวลานอนและตอนเช้ายังต้องรีบไปทำงานแต่เช้าอีก เมื่อปีที่แล้วชีวิตเขายังเป็นปกติสุขเหมือนคนอื่นอยู่แท้ๆ มีแฟนที่คอยเป็นกำลังใจให้เวลาเหนื่อยจากการทำงาน บางครั้งก็มาทำอาหารเช้าให้กินบ้าง มาค้างด้วยบ้างเป็นบางโอกาส แต่ทุกอย่างมันมาเปลี่ยนไปก็เมื่อแปดเดือนที่แล้วที่ชายหนุ่มได้เลื่อนตำแหน่งและไม่นานหลังจากนั้นก็ถูกแฟนบอกเลิก ตอนนี้ชีวิตของยุนโฮจึงไม่มีอะไรเลยนอกจากงานแล้วก็งาน
ใบหน้าคมคายเงยจากแลปท็อปก่อนที่จะบิดตัวสองสามทีเพื่อไล่ความเมื่อยขบที่สะสมมาทั้งวัน ชายหนุ่มหันไปดูเวลาที่นาฬิกาเรือนหรูก่อนที่จะลุกไปคว้าแจ็คเก็ตตัวโปรดมาใส่
ในที่สุดแจจุงก็มายืนอยู่หน้าตึก 17 ชั้นที่เขาจำได้เป็นอย่างดี...
แต่ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่าเขาจะเข้าไปยังไงในเมื่อมันต้องใช้คีย์การ์ด ครั้งนั้นตอนที่เขาลงมาจากห้องของยุนโฮเขาก็เนียนออกมากับป้าคนหนึ่งที่พักอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มยืนคอตกอย่างหมดความหวัง ทำไมไม่คิดถึงเรื่องคีย์การ์ดนะคิมแจจุง!
“เฮ้อ~อดเจอเขาเลยไอ้แจจุงคนโง่!”
“โกโก้ร้อนได้แล้วค่ะ”
ตอนนี้แจจุงนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟใกล้ๆกับร้านเบเกอรี่ที่เขาทำงานอยู่ ตอนนี้เขายังไม่รู้สึกอยากกลับร้านเลย เด็กหนุ่มยังคงเสียดายที่ไม่ได้เจอคนที่อยากเจอ ก็แค่อยากเห็นหน้า... มือขาวเอาแต่คนโกโก้ร้อนตรงหน้าอยู่อย่างนั้นหลายนาทีจนกระทั่งเสียงกระดิ่งตรงประตูร้านเรียกให้เด็กหนุ่มเงยหน้ามองไปทางต้นเสียงและพบว่าใครอีกคนกำลังผลักบานประตูเข้ามา
“ยุนโฮ...”
เสียงหวานพูดเบาๆกับตัวเอง ไม่คิดเลยว่าจะได้เจออีกฝ่ายที่นี่ทั้งที่เขาไปหาถึงคอนโด ปากอิ่มแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นจัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทาง แจจุงกำลังนั่งมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายที่กำลังยืนสั่งกาแฟด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อสั่งกาแฟเสร็จแล้วชายหนุ่มก็เดินมานั่งที่โต๊ะใกล้ๆกันกับโต๊ะที่แจจุงนั่งอยู่ ยุนโฮนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆก่อนที่จะบังเอิญมองมาทางเขาพอดิบพอดี แจจุงส่งยิ้มทักทายไปให้หวังว่าอีกฝ่ายจะจำเขาได้แต่ทว่า...ยุนโฮกลับทำเพียงแค่ยิ้มตอบและหันหน้าไปอีกทาง…นี่อย่าบอกนะว่าจำเขาไม่ได้!
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะตัวเองและตรงไปที่โต๊ะอีกฝ่ายก่อนที่จะนั่งลงตรงข้ามคนขี้ลืม ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมามองเขาและยังมิวายทำหน้างงตบท้ายอีก นี่สรุปเขาถูกลืมจริงๆเหรอเนี่ย!
“จำผมไม่ได้หรือไงคุณ!”
แจจุงเผลอพูดเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
“เอ่อ...”
คนขี้ลืมเพ่งใบหน้าหนุ่มน้อยผมสั้นอยู่หลายวิก่อนที่ร้องออกมา
“เฮ้ย! นี่นาย!? แจจุงเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ขี้ลืมจังนะยุนโฮ”
แจจุงหัวเราะให้กับหน้าตาตื่นๆของอีกฝ่ายก่อนที่จะยิ้มกว้างไปให้ ส่วนคนที่ยังดูตกใจอยู่ก็เอาแต่เกาท้ายทอยเพราะเขินกับความขี้ลืมของตัวเอง อันที่จริงจะโทษเขาก็ไม่ได้หรอกนะ ก็สภาพในวันนั้นกับวันนี้ของคิมแจจุงมันต่างกันมากน่ะสิ! วันที่เจอกันครั้งแรกเด็กนี่มอมแมมอย่างกับอะไรดี แถมผมก็ยาวกว่าวันนี้ด้วย เขาจำไม่ได้ก็ไม่เห็นจะแปลก!
“บังเอิญจังนะที่เจอกันอีก”
“จริงๆก็ไม่ถึงกับบังเอิญหรอก...เพราะผมตั้งใจจะขนมไปให้คุณที่คอนโด แต่ดันลืมนึกไปว่าต้องใช้คีย์การ์ด”
“เอ๋? ให้ฉัน?”
“อืม...พอดีผมทำงานที่ร้านเบเกอรี่น่ะ”
“งั้นเหรอ ขอบใจมากนะ จริงๆแล้วฉันไม่ค่อยกินขนมหรอก ว่าแต่...ไหนละขนมที่จะให้?”
“ก็ไปแล้วเข้าไม่ได้ผมก็เลย...กินหมดแล้วน่ะ”
แจจุงพูดพร้อมกับส่งยิ้มเจื่อนๆมาให้เรียกเสียงหัวเราะของยุนโฮได้เป็นอย่างดี เขาไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญเจอกับแจจุงที่นี่ แถมเจ้าตัวยังบอกว่าเพิ่งไปหาเขาที่คอนโด อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น~
“แล้วตอนนี้พักอยู่กับใครหละเรา หรือว่าเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ?”
“ผมนอนที่ร้านน่ะ เจ้าของร้านเค้าใจดีเลยยกห้องให้ห้องนึง”
“อืม ก็ดีแล้ว แบบนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแบบนั้นแล้วสิ?”
แจจุงเพียงพยักหน้าเป็นคำตอบและอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบเขาเช่นกัน รอยยิ้มคนตรงหน้ามันช่างสว่างไสวเหลือเกินในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม แค่ได้มองก็รู้สึกอยากจะยิ้มตามเสียแล้ว
“ดีแล้วหละ อย่างนายไม่เห็นเหมาะกับอะไรแบบนั้นเลย”
แล้วทั้งคู่ก็นั่งพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่แจจุงทำงานเก็บเงินเพื่อเรียนต่อ หรือจะเรื่องงานของยุนโฮที่ถึงแม้แจจุงจะไม่รู้เรื่องแต่ก็ยังตั้งใจฟัง
“ฉันต้องกลับแล้วหละแจจุง พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าน่ะ”
“ครับ แล้ว เอ่อ...ถ้าวันไหนผมอยากเจอคุณ...เอ่อ...ผมหมายถึง เผื่อวันไหนอยากจะเอาขนมไปให้คุณ...”
“อืม...โทรมาก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวจะลงไปรับ”
หลังจากวันนั้น ก็เป็นเรื่องปกติที่คิมแจจุงจะมาหาชองยุนโฮในช่วงค่ำๆแทบทุกวัน บางวันก็เอาขนมมาให้ บางวันก็มานั่งกินกาแฟที่ร้านประจำของยุนโฮ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่แจจุงนัดกับยุนโฮว่าจะมาทำมื้อเย็นให้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของพวกเขาทั้งคู่
“ผมว่าคุณไม่เห็นเหมือนคนโสดเลย เหมือนคนแต่งงานแล้วมากกว่า”
“นี่หลอกด่าว่าฉันหน้าแก่หรือไงวะ”
“เปล่านี่ แค่พูดความจริง”
แจจุงพูดก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทำให้คนโดนเด็กหลอกด่ายื่นมือไปเคาะหน้าผากไปสองที มือขาวยกขึ้นลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆแต่ก็ยังคงทำหน้าล้อคนตรงหน้าอยู่แบบนั้น
“รีบกินไปเลยนะ กินแล้วรีบกลับบ้านไปเลย”
“โธ่~พูดแค่นี้ทำเป็นงอนไปได้”
“เงียบไปเลยคิมแจจุง”
“โอเคๆ เลิกพูดก็ได้ แต่วันนี้ผมอยาก...กินเหล้าจัง!”
แจจุงพูดด้วยหน้าตาชวนฝันจนยุนโออดหมั่นไส้ไม่ได้จึงยื่นมือไปดีดหน้าผากให้อีกที
“น้อยๆหน่อยเถอะ อายุถึงหรือไง?”
“ผมอายุ 21 แล้วนะยุนโฮ แต่หน้าผมเด็กใช่ไหมหละ~”
“อยู่ๆมันวกกลับมาประเด็นหน้าเด็กหน้าแก่อีกได้ไงวะเนี่ย!”
สุดท้ายแจจุงก็รบเร้าชวนยุนโฮกินเหล้าเป็นเพื่อนจนได้ ทีแรกแจจุงตั้งใจว่าจะเป็นคนออกเงินซื้อเหล้าเองเพราะยุนโฮออกค่าซื้อของมาทำมื้อเย็นไปแล้ว แต่ยุนโฮก็ไม่ยอมให้เขาออกอยู่ดี
“งั้นคราวหน้าให้ผมเลี้ยงบ้างนะ”
“ช่างเถอะน่า ฉันเป็นผู้ใหญ่จะให้เด็กเลี้ยงได้ยังไง”
จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งดื่ม นั่งคุยกันหลายๆเรื่อง ยุนโฮเพิ่งสังเกตว่าจริงๆแล้วแจจุงเป็นคนที่จัดว่าหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ผิวก็ดูจะขาวมากกว่าผู้ชายทั่วไปซักหน่อย ปากกลมๆสีชมพูมันดูน่ารักเหลือเกินเวลาที่เจ้าตัวกำลังพูดหรือหัวเราะ ตาเรียวลอบมองอีกฝ่ายเป็นเวลาพอสมควรก่อนที่แจจุงจะรู้ตัวและหันมา...ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงความเงียบและรอยยิ้มเท่านั้น...
“ขอบคุณที่ทนนั่งฟังเรื่องของผมนะครับ ทั้งที่มันไม่ค่อยจะสนุกเท่าไหร่”
“ไม่เป็นไร ฉันเองก็ไม่ได้ดื่มและคุยกับใครแบบนี้นานแล้วเหมือนกัน ไม่มีเวลาน่ะ”
“ผมว่าคุณควรหาเวลาพักผ่อนบ้างนะยุนโฮ”
“ไม่เป็นไรน่า ฉันก็อยู่ของฉันแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ชินแล้วหละ”
“แต่ผมเป็นห่วงนี่...”
แจจุงพูดด้วยสีหน้าจริงจังทำให้ยุนโฮอดยิ้มไม่ได้ ชายหนุ่มรู้สึกดีอย่างประหลาดกับคำพูดธรรมดาของอีกฝ่าย มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวคนข้างๆเบาๆก่อนที่จะถาม
“กำลังจีบฉันอยู่หรือไงคิมแจจุง”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้...”
แจจุงพูดขึ้นก่อนจะเอามือเท้าคางจ้องหน้าหน้าอีกฝ่าย ส่วนยุนโฮที่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองพลาดสุดๆที่ไปเล่นมุกนี้ก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหราพูดไม่ออกเพราะโดนเด็กน็อคเอาท์เข้าให้
“อย่ามาอำน่า~”
“ผมพูดจริงๆนะ...”
“........”
“ผมคิดว่าผมชอบคุณ...”
คราวนี้คนโดนสารภาพรักแบบสายฟ้าแลบถึงกับหน้าเหวอ ตาตี่ๆเบิกโพลงด้วยความตกใจ หน้าตาจริงจังของแจจุงทำให้ยุนโฮชักรู้สึกหนาวๆร้อนๆอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าคมจึงทำได้เพียงหันหน้าไปอีกทางเพื่อหลบตากลมโตแวววาวที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
“คุณจะโกรธผมก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”
“........”
“งั้นผมกลับก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”
“เดี๋ยวแจจุง!”
มือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายทันที จริงๆเขาไม่ได้โกรธหรอก เพียงแค่ตกใจและไม่รู้จะทำหน้ายังไงก็เท่านั้น
“ว่าไงครับ?”
“มันดึกมากแล้ว วันนี้ค้างที่นี่ก็ได้”
“ไม่เป็นไร รบกวนคุณเปล่าๆ”
“อย่าดื้อนักได้ไหม เห็นหรือเปล่าว่าฝนก็กำลังจะตก”
แจจุงมองออกไปนอกหน้าต่างและก็เป็นอย่างที่เจ้าของห้องพูดจริงๆ ลมแรงๆด้านนอกนั้นบ่งบอกว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าฝนคงตกหนัก
“โอเคครับ งั้นผมนอนเลยละกัน”
เด็กหนุ่มพูดก่อนที่จะเดินไปที่โซฟาและล้มตัวลงนอนทันที หลังจากที่อีกฝ่ายหลับไปแล้วยุนโฮก็ได้แต่นั่งคิดเรื่องที่แจจุงบอกว่าชอบเขา ไม่นึกเลยว่าอยู่ๆอีกฝ่ายจะสารภาพออกมาได้หน้าตาเฉยขนาดนั้น ช่างเป็นการสารภาพรักที่แปลกจริงๆ
ปากหยักยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อหันไปมองคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ที่โซฟา นึกถึงเรื่องของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวเล่าให้ฟังแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แจจุงเล่าว่าตอนแม่ของเขาอุ้มท้องเขาตอนเธออายุเพียง 18 ปีเท่านั้น แถมยังเลิกกับพ่อของเขาไปแล้วด้วย พอคลอดเขาออกมาแล้วแม่ก็แต่งงานใหม่ แจจุงรู้ดีว่าแม่ไม่รักเขาเพราะว่าเขาทำให้ชีวิตแม่ต้องพัง พ่อเลี้ยงก็มักจะทำร้ายทุบตีเขาเสมอและแม่ก็ไม่เคยห้าม จนในที่สุดพออายุ 18 แจจุงก็เริ่มไม่กลับบ้าน ไปกับเพื่อนเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไม่กลับไปอีกเลย ชีวิตหลังจากนั้นของแจจุงมันไม่มีจุดหมาย อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ อยากนอนกับใครก็นอน แต่อยู่ๆเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว พ่อแท้ๆของเขาก็ติดต่อมาว่าจะรับผิดชอบเลี้ยงดูเขา ตอนนั้นแจจุงดีใจมากที่ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่าเรื่องมันกลับไม่ง่ายแบบนั้น...
พ่อของเขาแต่งงานและมีครอบครัวที่เพียบพร้อม เขาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของวงการ มันคงจะไม่ดีเท่าไหร่หากอยู่ๆจะมีลูกชายจากไหนก็ไม่รู้โผล่มา มันคงเป็นข่าวทางลบที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น พ่อบอกกับแจจุงว่าเขาจะให้ค่าเลี้ยงดูเป็นรายเดือนและนัดมาเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว แจจุงเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะคิดว่าแค่นี้มันก็ดีแล้ว แต่หลังจากนั้นได้ไม่นานเด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าเหมือนมีคนตามอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งวันที่ยุนโฮเห็นเขา...คนพวกนั้นดูเหมือนจะเป็นคนของภรรยาของพ่อที่เริ่มระแคะระคายเรื่องที่พ่อติดต่อกับเขา พวกนั้นบอกกับเขาว่าให้เลิกติดต่อกับพ่อซะ ไม่อย่างนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัยของเขา
ยุนโฮเอื้อมมือไปลูบหัวกลมๆของคนหลับลึกแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบประโลมคนน่าสงสาร ถึงเขาเองจะเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเองแต่เขาก็ยังเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เต็มไปด้วยความรักและเพื่อนอีกมากมาย แต่แจจุงนี่สิ เกิดด้วยความไม่ตั้งใจไม่พอแม่ผู้ให้กำเนิดยังไม่ต้องการอีก พอเจอพ่อที่แท้จริงก็ยังโดนกีดกัน แบบนี้มันชีวิตนางเอกละครน้ำเน่าชัดๆ
ยุนโฮตัดสินใจช้อนร่างของเด็กหนุ่มขึ้นและอุ้มเข้าไปนอนในห้องของเขา ชายหนุ่มวางร่างผอมอย่างเบามือที่สุดด้วยกลัวว่าจะทำให้เจ้าชายนิทราตื่นขึ้นมาเสียก่อน ปากอิ่มขยับเหมือนจะพูดอะไรงึมงำอยู่คนเดียวก่อนที่จะหลับสนิทไปเหมือนเดิม
มือเรียวดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างอีกฝ่ายจนถึงคอก่อนที่ตัวเองจะขึ้นมานอนบนเตียงบ้างเช่นกัน ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่ๆก็มีแขนขาวๆพาดมาที่หน้าอก เมื่อหันไปมองก็พบว่าตอนนี้กำลังโดนคนข้างๆกอดอยู่
“ไอ้เด็กร้ายกาจคิมแจจุง...”
หนึ่งเดือนผ่านไป...
“ก็เพดานห้องมันเริ่มผุแล้วอ่า~เกิดมันพังลงมาทับผมตายจะทำยังไง”
นี่คือข้ออ้างของการที่คิมแจจุงจะขอมาค้างกับยุนโฮจนกว่าจะซ่อมเพดานห้องเสร็จ...ใช่...ชายหนุ่มคิดว่ามันเป็นข้ออ้าง เพราะตั้งแต่โดนเจ้าเด็กนี่บอกว่าชอบยุนโฮก็รู้สึกเหมือนโดนจู่โจมอย่างหนัก! ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เห็นหน้าขาวๆปากแดงๆตาโตๆของแจจุง ตกลงไอ้เด็กนี่มันเอาจริงเหรอวะ!
“นายนี่จริงๆเลยนะคิมแจจุง...”
“อะไรเล่า! อย่ามองผมแบบนั้นนะ ก็มันผุจริงๆไม่เชื่อไปดูเลยก็ได้เอ้า!”
“............”
“ไม่เป็นไร งั้นผมไปหาที่นอนใหม่ก็ได้”
แจจุงพูดขึ้นก่อนที่จะทำท่าเดินออกไปจากห้อง แต่คำว่า ‘หาที่นอนใหม่’ ก็ใช้ได้เสมอสำหรับยุนโฮ...
“หยุดเลยนะคิมแจจุง! เฮ้อ~ฉันจะทำยังไงกับนายดีนะ”
“รับรักผมซะก็สิ้นเรื่อง~อายุขนาดนี้แล้วยังจะทำหยิ่ง!”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ฉันแก่หรือไม่แก่โว้ย! มันอยู่ที่ว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ชาย เข้าใจไหมวะ!?”
“หึ...ประเด็นคือคุณมันตายด้านต่างหากเล่า!”
ยุนโฮรู้สึกเหมือนโดนไม้ฟาดกลางแสกหน้า ตอนนี้เขารู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับกำลังเต้นตุบๆ ไอ้เด็กนี่มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!
“อยากลองดีหรือไงหืม?”
ร่างสูงสมส่วนย่างสามขุมเข้าไปหาอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับประตู ริมฝีปากหยักยิ้มลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแอบกลืนน้ำลาย เมื่อเข้าประชิดตัวแจจุงแล้วมือใหญ่ก็ยกขึ้นมาจับที่คางของอีกฝ่ายแน่น จ้องตากันอยู่หลายวิก่อนที่ยุนโฮจะจูบที่ริมฝีปากสีสดของอีกฝ่ายทันที แจจุงไม่ได้ดูตกใจอย่างที่ควรจะเป็นแต่กลับยกมือขึ้นโอบรอบคอของอีกฝ่าย ลิ้นอุ่นชื้นที่เกี่ยวกระหวัดดูดดึงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือของยุนโฮสอดเข้าไปใต้สาบเสื้อด้านหลังของแจจุง มือใหญ่ลูบไล้ผิวเนียนซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้ตัว
“อื้ออ...”
แจจุงครางประท้วงเมื่อยุนโฮกำลังจะถอนจูบออกไป มือขาวเริ่มเลือนลงมาซุกซนกับขอบกางเกงของอีกฝ่ายก่อนที่ยุนโฮจะรู้สึกตัวและผละออกมาทันที ได้ทีแล้วเอาใหญ่เลยนะไอ้ตัวแสบ~
“ก็ไม่เลวนี่~ไม่ได้ตายด้านเสียด้วย”
เด็กแก่แดดยิ้มร่าถูกอกถูกใจกับจูบเร่าร้อนที่อีกฝ่ายมอบให้ เขินเหรอ? ถ้าเขินก็คงไม่ใช่เขาหรอก! นี่คิมแจจุงผู้ช่ำชองเชียวนะ! สำหรับจูบเมื่อครู่ต้องบอกว่าถูกใจเสียมากกว่า~
“เหอะ...รู้ก็ดีแล้ว คราวหลังอย่ามาทำปากดีอีกหละ ไม่งั้นโดนดีแน่ๆ”
เสียงทุ้มเอ่ยกล่าวคาดโทษด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะกลัว แจจุงถึงกับขำพรืดออกมา ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลยนะผู้ใหญ่คนนี้~
“โธ่คุณชอง~คุณไม่รู้หรือไงว่าผมน่ะ...อยากโดนจะแย่อยู่แล้ว”
ยุนโฮถึงกับหน้าเสียเมื่อฟังประโยคร้อนแรงจากคนตรงหน้า เหมือนจะเป็นอีกครั้งที่เขาพลาดท่าเสียทีให้เด็กคนนี้ ไม่รู้ว่าไปเอาไอ้คำพูดชวนสยิวแบบนี่มาจากไหน!
“ผมว่า...ผมกลับไปขนของที่ร้านก่อนดีกว่า”
“ขนของ? จะย้ายไปไหนงั้นเหรอ?”
“ก็ย้ายมาอยู่กับคุณไง! รอซักสามชั่วโมงนะครับที่รัก!”
พูดจบก็เขย่งมาจูบที่แก้มของเขาแรงๆหนึ่งทีก่อนที่จะเดินไปหยิบคีย์การ์ดแล้ววิ่งออกไปจากห้องโดยที่ไม่ได้ถามความเห็นเจ้าของห้องเลยซักนิด
ยุนโฮยกมือขึ้นมาคลึงขมับทั้งสองข้างไปมาด้วยความมึน เขาจะอยู่รอดปลอดภัยจากเงื้อมมือเด็กแก่แดดนั่นไปได้กี่วันเนี่ย! ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าเขาพลาดจริงๆ พลาดโคตรๆที่ไปขู่ด้วยวิธีแบบนั้น!
“ตกลงจะมาอยู่กับฉันจริงๆเหรอแจจุง”
เสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับคนที่กำลังจัดเสื้อผ้าของตัวเองเข้าตู้ของเขาพร้อมกับผิวปากอย่างอารมณ์ดี มันออกจะแปลกๆไปสักหน่อยว่าไหม? ก็เขากับแจจุงไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่ๆจะให้มาอยู่ด้วยกันมันก็อดจะรู้สึกแปลกๆไม่ได้ ถึงจะเริ่มสนิทกันพอสมควรแล้วก็เถอะ
“คุณคิดว่าผมจะเหนื่อยไปขนของมาทำไมถ้าผมคิดจะล้อคุณเล่น”
“แต่ว่ามัน...เฮ้อออ ฉันเหนื่อยใจกับนายจริงๆเลยให้ตายสิ”
“คุณรังเกียจผมเหรอ?”
“มันไม่ใช่แบบนั้น...อย่าคิดแบบนั้นสิ ฉันก็แค่คิดว่ามันรู้สึกแปลกๆที่ต้องอยู่ด้วยกันน่ะ ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน...”
แจจุงวางมือจากการจัดตู้เสื้อผ้าและหันมายังคนที่นั่งอยู่ที่เตียงหลังใหญ่ ตากลมทอดมองมายังเจ้าของห้องอย่างเว้าวอนจนยุนโฮเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะพลาดท่าอีกแล้ว
“ผมก็แค่อยากอยู่กับคุณ...ให้ผมอยู่ด้วยเถอะนะ”
“โอเคแจจุง...ฉันยอมนายแล้วจริงๆ”
“ยุนโฮ~ตื่นได้แล้วครับ กับข้าวเสร็จแล้ว”
เสียงหวานที่ดังขึ้นข้างหูเรียกให้ยุนโฮรู้สึกตัว ภาพแรกในตอนเช้าที่เห็นจนเริ่มชินคือใบหน้ายิ้มแย้มของคนที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับเขาเมื่อสองเดือนที่แล้ว อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เขาจินตนาการไว้ (ถึงจะโดนเด็กมันลวนลามปล้ำจูบเป็นบางครั้งบางคราวก็เถอะ!) แจจุงมาอยู่ด้วยก็ทำให้ได้ทานมื้อเช้าจากที่ไม่ได้ทานมานาน งานบ้านก็มีคนช่วยทำ ห้องก็ดูสะอาดขึ้นจากเมื่อก่อน และที่สำคัญ...แจจุงทำให้เขาไม่เหงา...
“นี่ ฉันลืมบอกนาย มะรืนนี้ฉันจะไปดูงานที่ญี่ปุ่นซักสองอาทิตย์น่ะ”
ยุนโฮเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังจัดการกับมื้อเช้าฝีมือแจจุง ที่จริงเขารู้กำหนดการตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแต่ด้วยงานที่กองท่วมหัวทำให้เขาลืมบอกอีกฝ่าย
“สองอาทิตย์เลยเหรอ? ทำไมถึงนานแบบนั้นหละ!”
“ก็มันมีสาขาที่นู่นที่ฉันต้องไปจัดการอยู่หลายที่น่ะ สองอาทิตย์ยังถือว่าธรรมดานะ บางครั้งไปอยู่เป็นเดือนเลยก็มี”
“ผมคงคิดถึงคุณแย่เลย...”
“ไม่ต้องมาทำหน้าหงอยแบบนั้นเลยนะ ฉันไปแค่สองอาทิตย์ไม่ได้ไปสองปีสักหน่อย”
“ผมไปด้วยไม่ได้เหรอยุนโฮ~”
“ไม่เอาน่า~ฉันไปทำงานนะไม่ได้ไปเที่ยว รออยู่ที่นี่แล้วจะซื้อขนมมาฝาก โอเคไหม?”
ยุนโฮเอ่ยปลอบก่อนที่จะลูบหัวเด็กขี้เหงาเบาๆ เห็นหน้าหงอยๆปากกลมๆที่ยู่เข้าหากันแล้วมันก็อดสงสารไม่ได้น่ะนะ แต่จะทำไงได้ก็ในเมื่อมันเป็นงาน ไว้ค่อยซื้อของฝากมาปลอบใจทีหลังก็แล้วกัน
แล้ววันเดินทางก็มาถึง...
“ไม่ได้ลืมอะไรใช่ไหมยุนโฮ?”
“อืม...คิดว่าไม่แล้วนะ อีก 10 นาทีรถของบริษัทคงมาถึง จากนี้ก็ฝากบ้านด้วยนะคุณคิม”
เสียงทุ้มเอ่ยติดตลกหลังว่าจะทำให้ใครอีกคนเลิกทำหน้าเศร้าแบบนี้เสียที มือขาวยกขึ้นจัดปกเสื้อให้เจ้าของห้องรูปหล่ออีกสองสามทีก่อนที่จะพยายามยิ้มส่งไปให้
“อย่าลืมของฝากผมหละ แล้วก็...อย่าลืมโทรมาด้วย”
“รู้แล้วน่าไอ้ตัวแสบ~ฉันไปหละ ถึงแล้วจะโทรหา”
ยุนโฮพูดก่อนที่จะหันหลังและทำท่าจะเดินออกไปจากห้องแต่แรงกระตุกเบาๆที่ชายเสื้อก็ทำให้เขาต้องหยุดเดินและหันกลับมา
“ไม่มีจูบลากันมั่งเหรอ?”
คำถามของคนตรงหน้าทำเอาคนหล่อถึงกับหลุดขำ ไม่รู้ว่าไอ้ตัวแสบมันไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใคร ไอ้ประเภทที่ชอบพูดชอบถามอะไรแบบนี้เนี่ย
ยุนโฮคว้าเอวเล็กๆของแจจุงเข้าประชิดก่อนที่จะค่อยๆโน้มใบหน้าลงไปและแนบริมฝีปากของตนกับปากแดงๆของคนในอ้อมแขน แจจุงหลับตารับจูบนุ่มๆจากอีกฝ่ายในขณะที่มือเล็กกำชายเสื้อของยุนโฮแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน ที่ถามไปเมื่อกี๊ก็ไม่ได้คิดว่ายุนโฮจะยอมจูบจริงๆ
ยุนโฮทำแบบนี้เขาก็แย่น่ะสิ...
หลังจากถอนจูบออกมาแล้ว แจจุงก็เอาแต่ยืนเอามือจับปากพร้อมกับทำหน้าเหวอใส่เจ้าของห้องอยู่แบบนั้น ยุนโฮก็ได้แต่ยิ้มขำๆส่งไป
“ฉันไปจริงๆแล้วนะ ดูแลตัวเองดีๆหละ อีกสองอาทิตย์เจอกัน”
ยุนโฮหันหลังให้อีกฝ่ายก่อนจะโบกมือสองสามทีและเดินออกไปทิ้งให้ใครอีกคนยืนหน้าร้อนลูบปากของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ายุนโฮออกไปแล้วจริงๆ
หลังจากที่มาถึงญี่ปุ่นยุนโฮก็ได้พักผ่อนเพียงสามชั่วโมงและต้องออกไปพบกับผู้บริหารสาขาที่นี่ทันที นึกไปถึงเมื่อหลายชั่วโมงก่อนที่ใครบางคนยืนหน้าแดงหลังจากโดนเขาจูบแล้วอารมณ์ดีชะมัด ตั้งแต่รู้จักกันมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กนั่นเขิน ก็ปกติออกจะใจกล้าจู่โจมเขาก่อนตลอดนี่นะ ไม่รู้ป่านนี้กำลังทำอะไรอยู่…
เอ๋?...นี่เขากำลังคิดถึงแจจุงอยู่อย่างนั้นเหรอ...
“นายนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะคิมแจจุง...”
“เฮ้ ไอ้หนุ่ม เหม่อแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้ทำขนมหล่นกันพอดี”
เสียงแหบของคุณลุงเจ้าของร้านเรียกให้แจจุงรู้สึกตัวและทำขนมหลุดมืออย่างที่ลุงแกบอกจริงๆ
“แหะๆ ขอโทษฮะลุง”
แจจุงทำเพียงแค่ส่งยิ้มเฝื่อนๆกลับไปให้คุณลุงร่างท้วม ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่ยุนโฮบอกว่าถึงแล้วจะโทรหา นี่ผ่านไปหนึ่งคืนยังไม่เห็นวี่แววอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ จะโทรไปหาเองก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนเวลางานของอีกฝ่ายเปล่าๆ ยุนโฮนะยุนโฮ ไปได้วันเดียวก็ลืมเขาซะแล้ว
“เหม่อแบบนี้คิดถึงแฟนอยู่หละสิ”
“ก็ไม่เชิงหรอกฮะลุง...ผมชอบเขาแต่ไม่รู้ว่าเขาชอบผมหรือเปล่า”
“ไอ้หนุ่มกำลังแอบชอบเขาอยู่อย่างนั้นรึ?”
“ไม่ได้แอบฮะ บอกชอบเขาไปแล้วด้วย”
“โว๊ะ! ใจกล้าดีนะเรา ลุงว่าถ้าอยากรู้ว่าเขาคิดยังไงทำไมไม่ลองถามเขาดูเล่าไอ้เสือ!”
“ไว้ถ้าเขากลับมาแล้วผมจะลองถามดูนะฮะ ขอบคุณมากฮะลุง”
“อ้าว เขาไม่อยู่หรอกเหรอ?”
“เขาไปทำงานที่ญี่ปุ่นน่ะฮะ อีกสองอาทิตย์ถึงจะกลับ”
“งั้นก็รีบๆทำคะแนนเข้าหละ ลุงเอาใจช่วย!”
มืออวบๆของคุณลุงตบบ่าปุๆให้กำลังใจ บางทีแจจุงก็แอบท้ออยู่เหมือนกันกับท่าทีของยุนโฮ ถึงจะโดนเขารุกขนาดไหนแต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ก็จริงอยู่ที่ยุนโฮดีกับเขา แต่แจจุงก็แอบคิดว่าบางทียุนโฮอาจจะใจดีและดีกับทุกคนเหมือนกัน แล้วที่ยุนโฮจูบเขาเมื่อวาน...มันหมายความว่ายังไงกันนะ?
ยุนโฮที่กำลังอยู่ในระหว่างการประชุมกลับเอาแต่นั่งมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่เป็นอันฟังหัวข้อการประชุม เขาเพิ่งจะนึกได้ว่าลืมโทรไปหาใครบางคนที่เกาหลีเพราะเมื่อคืนดื่มไปนิดหน่อยและเผลอหลับไป ป่านนี้คงโกรธเขาแล้วแน่ๆ
ทันทีที่ออกจากห้องประชุม สิ่งแรกที่ทำคือการกดโทรศัพท์ไปแจจุงที่ป่านนี้คงจะกำลังทานมื้อเย็นหรือไม่ก็ดูทีวีอยู่ เสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เจ้าของเบอร์จะกดรับ
“โทษทีแจจุง เมื่อวานฉันเหนื่อยเลยหลับไปก่อน...”
“ไปแค่วันเดียวก็ลืมกันแล้ว คุณมันใจร้าย!”
เสียงที่แหวกลับมาทางโทรศัพท์ทำให้ยุนโฮเผลอจินตนาการหน้าตาบูดบึ้งของอีกฝ่าย ป่านนี้คงกำลังนั่งน่ายุ่งอยู่แน่ๆ
“ไม่ได้ลืมหรอกน่า~ก็เมื่อวานต้องออกไปดื่มกับผู้บริหารสาขาเลยเมานิดหน่อย งอนเป็นผู้หญิงไปได้นะนายน่ะ”
“นึกว่าแอบไปกับสาวญี่ปุ่นแล้วซะอีก อย่าให้รู้เชียวนะยุนโฮ”
“ถึงฉันจะไปนายก็ไม่รู้หรอกจริงไหม”
เสียงทุ้มแกล้งเอ่ยเย้าทั้งที่มุมปากกำลังยกยิ้ม ยุนโฮไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่มีแจจุงมาอยู่ด้วยทำให้เขายิ้มบ่อยขึ้นแค่ไหน
“..........”
“ทำไมเงียบหละหืม?”
“..........”
“เฮ้! โกรธจริงๆหรือไง?”
“ก็จริงของคุณ...ถึงคุณจะไปมีใครมันก็เรื่องของคุณนี่เนอะ ผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณเสียหน่อย”
“ฉันแค่พูดเล่นน่า...คิดจริงจังไปได้ แล้วนั่นกำลังทำอะไรอยู่เหรอ”
“กำลังลองทำกิมจิจิเกน่ะครับ ครั้งที่แล้วคุณบอกว่ามันเค็มไปหน่อย ผมเลยลองทำดู เผื่อคราวหน้ามันจะอร่อยขึ้น”
ยุนโฮยิ้มออกมาอีกครั้งกับประโยคน่ารักของคนปลายสาย เขาบอกแจจุงว่ากิมจิจิเกเป็นอาหารโปรดของเขาเจ้าตัวก็ตั้งอกตั้งใจทำให้เขาทาน แต่รสชาติมันยังไม่ดีเท่าที่ควรเพราะแจจุงเองก็ไม่ใช่คนทำอาหารเก่งอะไรมากมาย แต่พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะพยายามทำให้อร่อยเพื่อเขาแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างประหลาด
ทำตัวน่ารักเป็นเหมือนกันนี่...
“ฉันกลับไปแล้วทำให้กินหน่อยสิ กำลังอยากกินพอดีเลย...”
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ยุนโฮไปญี่ปุ่น...
แจจุงเองก็ใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นนอน กินมื้อเช้า ไปเปิดร้านเบเกอรี่อย่างที่เคยทำ กลับมาถึงห้องก็รอโทรศัพท์จากยุนโฮที่หลังจากวันนั้นก็ไม่ลืมที่จะโทรมาอีกเลย ถึงบางครั้งจะคุยนานๆไม่ได้ก็เถอะ
“วันนี้ผมลองทำต็อกโบกีดู แต่เผลอทำซะเยอะนั่งกินคนเดียวจนท้องแทบระเบิดแน่ะ”
“ติ๊งต๊องจริงๆนายเนี่ย ว่าแต่อากาศที่เกาหลีเป็นไงบ้าง ที่นี่เริ่มหนาวแล้วหละแจจุง”
“ที่นี่ก็หนาวแล้วเหมือนกัน อีกไม่นานหิมะคงตก”
“นอนก็อย่าลืมห่มผ้าหละ เดี๋ยวจะไม่สบาย เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วครับคุณชอง~ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ!”
“เวลานอนชอบถีบผ้าห่มไปกองอยู่ขานี่ไม่เด็กหรือไงคิมแจจุง?”
“ก็มันชินนี่! ว่าแต่คุณเถอะ กินข้าวตรงเวลาบ้างหรือเปล่า?”
“ก็...ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง งานก็เยอะจนฉันปวดหัวเลยหละแจจุง”
“รีบๆเคลียร์งานแล้วรีบกลับมานะครับ...”
“โอเค...แล้วฉันจะรีบกลับ...”
งานที่มาสะสางตอนนี้ก็คืบหน้าพอสมควร วันนี้ชายหนุ่มเลยมีเวลาออกมาซื้อชองฝากสำหรับเด็กแก่แดดที่โทรมาทวงอยู่ทุกวัน ร่างสูงใหญ่กับโอเวอร์โค้ทสีเข้มและใบหน้าหล่อเหลาเรียกความสนใจจากสาวๆได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเดินเข้าออกร้านไหนก็โดนสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ตลอด ยุนโฮไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าใครอีกคนมาด้วยป่านนี้คงลากเขากลับไปแล้ว ก็รายนั้นน่ะขี้หวงอย่างกับอะไรดี...
อีกไม่กี่วันเขาก็จะได้กลับบ้าน...อยากกินกิมจิจิเกขึ้นมาแล้วสิ...
หรือจริงๆแล้วเขาจะคิดถึงคนทำกิมจิจิเกกันแน่นะ?
“เด็กบ้าเอ๊ย...มาทำให้ฉันคิดถึงแบบนี้ได้ยังไงกัน...”
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่อากาศหนาวจนทำให้แจจุงไม่อยากจะออกมาจากผ้าห่มเลยด้วยซ้ำ สองสามวันมานี่อุณหภูมิเริ่มลดลงเรื่อยๆจนไม่อยากออกไปไหน อยากซุกตัวอยู่แต่ในผ้าห่มอุ่นๆของยุนโฮทั้งวันเลยด้วยซ้ำ...
เมื่อไหร่ยุนโฮจะกลับมานะ...ไม่รู้หรือไงว่าเขาคิดถึง...
แจจุงนอนขลุกอยู่ในห้องจนเกือบเที่ยงถึงได้ลุกออกมาเพราะทนหิวไม่ไหว หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็มาจัดการกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่โต๊ะคนเดียว มือขาวกดเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆจนมาถึงช่องการ์ตูนเรื่องโปรดก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาจัดการกับบะหมี่ในชามอย่างเอร็ดอร่อย
เวลาที่เหลือของวันนี้หมดไปกับการทำความสะอาดห้อง มือเล็กๆยกขึ้นมาปาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาจากขมับของตัวเองก่อนที่จะพรูลมหายใจออกมา
“เหนื่อยจริงๆเลย~ของีบหน่อยละกัน”
เสียงนุ่มๆที่กำลังเรียกชื่อของเขาที่ข้างหูทำให้ปากอิ่มแย้มยิ้มออกมา สัมผัสอุ่นๆที่ข้างแก้มทำให้มือขาวยกขึ้นมาจับที่แก้มของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
“แจจุง”
นั่นเสียงใครน่ะ? เหมือนเสียงยุนโฮเลย...
“ตื่นได้แล้วไอ้ตัวดี”
เขากำลังฝันอยู่เหรอ?
“ไม่ตื่นงดของฝากนะ”
เอ๋?
เปลือกตาสีอ่อนที่ค่อยๆเปิดขึ้นเรียกรอยยิ้มจากอีกคนได้ไม่ยาก แจจุงที่ยังคงสลึมสลือยกมือขึ้นมาขยี้ตาก่อนที่จะเพิ่งสังเกตเห็นว่ายุนโฮกำลังนั่งมองเขาอยู่ ตาที่โตอยู่แล้วจึงโตขึ้นเป็นสองเท่า
“ยุนโฮ!!?”
“ตกใจอะไรนักหนา ฉันไม่ใช่ผีนะ”
“ก็มันยังไม่ครบสองอาทิตย์เลยนี่ ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาก่อน ยุนโฮ ยุนโฮ ยุนโฮ!”
อยู่ๆคนเด็กกว่าก็กระโจนพรวดเข้าไปกอดรัดคนเพิ่งมาถึงแบบไม่ให้ตั้งตัวเป็นผลให้ยุนโฮเซไปด้านหลังจนเกือบจะตกเตียง เสียงทุ้มหัวเราะออกมากับท่าทางของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่มือใหญ่จะยกขึ้นกอดตอบ
“คิดถึงฉันขนาดนั้นเลยหรือไงหืม?”
“คิดถึงสิ...แล้วยุนโฮไม่คิดถึงผมบ้างหรือไง”
“..........”
“นิดนึงก็ไม่คิดถึงเลยเหรอ...”
“..........”
“โธ่...ผมไม่น่าถามเลย”
เสียงหวานที่เบาลงและแรงขืนน้อยๆนั่นยิ่งทำให้ยุนโฮที่กำลังแอบยิ้มได้ยิ้มกว้างออกมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้หน้าตาคงกำลังน่าสงสารได้ที่
“ฉันบอกหรือยังว่าไม่คิดถึง...”
เสียงนุ่มๆข้างหูเรียกให้แจจุงเงยหน้ามองคนพูดด้วยหน้าตาสงสัยและพบว่ายุนโฮกำลังยิ้ม...ยิ้มแบบมีเลศนัยซะด้วยสิ!
“ก็ยุนโฮเอาแต่เงียบนี่!”
“ฉันไม่ใช่คนชอบพูดนักหรอกนะแจจุง โดยเฉพาะเรื่องพวกนี้...”
ยุนโฮพูดพร้อมกับผละออกมาและสบตากับคนตรงหน้า ชายหนุ่มไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าตอนที่อยู่ญี่ปุ่นนั้นเขาคิดถึงแจจุงแค่ไหน อาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครมาอยู่ด้วยให้ต้องคิดถึงมาก่อน คิดถึงจนยอมอดหลับอดนอนสะสางงานให้เสร็จก่อนกำหนดและรีบกลับมา คิดถึงหน้าขาวๆปากแดงๆนี่จะแย่...
“ฉันไม่ใช่คนโรแมนติกซะด้วย ไม่รู้ว่าคนบางคนชอบลงไปได้ยังไง”
แจจุงหัวเราะเบาๆก่อนที่ยกแขนขึ้นคล้องคออีกฝ่าย
“ผมไม่ได้ชอบคนโรแมนติก...ผมแค่ชอบคุณ...”
หลังจากเอ่ยประโยคน่ารักออกมาแล้ว แจจุงก็ถูกดึงไปจูบแรงๆหนึ่งทีเป็นการทำโทษ เด็กอะไรรุกได้ไม่เลือกเวลา แถมรุกได้น่ารักอีกต่างหาก!
“ยุนโฮจูบผมสองครั้งแล้ว แปลว่าคุณก็...ชอบผมแล้วใช่ไหม?”
“ทีแบบนี้นี่ฉลาดจังนะไอ้ตัวแสบ~”
ยุนโฮพูดก่อนที่บีบจมูกของเด็กฉลาดเบาๆ ตอนนี้แจจุงหน้าแดงลามไปถึงหูแล้ว มือไม้ก็พันกันยุ่งเพราะคงเขินจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะชอบแจจุงขึ้นมาจริงๆ เพิ่งมารู้สึกตัวก็ตอนที่อยู่ญี่ปุ่นนั่นแหละ
“จากนี้ก็ช่วยชอบฉันให้มากๆ เพราะฉันก็จะชอบนายให้มากๆเหมือนกัน”
“ผมว่าผมรักยุนโฮเลยดีกว่า คุณก็รีบๆรักผมเข้าหละ!”
“นายนี่มันสุดๆเลยนะคิมแจจุง~”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กอดกัน จูบกัน และเป็นของกันและกัน...
เป็นครั้งแรกที่แจจุงรู้สึกเขินกับการทำเรื่องอย่างว่า...ที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรนอกจากการแตะฝั่งฝัน เป็นเพราะไม่เคยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหน และที่สำคัญ...ไม่เคยมีความรักเจือปนอยู่...
แต่ครั้งนี้แจจุงรู้สึกเหมือนกำลังจะระเบิด ในหัวขาวโพลนและมีเพียงเสียงของยุนโฮที่เรียกชื่อตัวเองอยู่ซ้ำไปซ้ำมา มือที่สอดประสานกันไว้แนบแน่นทำให้แจจุงลืมสิ้นทุกสิ่งและจดจำได้เพียงคนที่กำลังกอดเขาอยู่ในตอนนี้...
“ผมรักยุนโฮ...”
“ฉันก็รักนาย ไอ้ตัวแสบ...”
3 ปีหลังจากนั้น...
“เร็วๆสิยุนโฮ ผมต้องไปสัมภาษณ์งานนะ”
“ก็เมื่อคืนนายดูดพลังฉันไปเยอะนี่ที่รัก...อีก 10 นาทีนะ”
แจจุงได้แต่นั่งทำหน้ามุ่ยขัดใจอยู่แบบนั้น...พูดมาได้ว่าเขาไปดูดพลัง ที่จริงแล้วมันเขาต่างหากที่ต้องพูดประโยคนั้นน่ะ!
“อีก 10 วินาทีถ้าคุณไม่ตื่นอาทิตย์นี้ก็ไดเอตไปเลย…”
“...............”
“งดเรื่องนั้นด้วยหนึ่งเดือน!”
“เฮ้ย ตื่นแล้วๆ โธ่~ทำไมถึงใจร้ายกับฉันแบบนี้หละ~”
“ก็วันนี้ผมต้องรีบไปนี่ เมื่อคืนบอกว่าจะนอนๆคุณก็ไม่ยอม!”
“ก็นายมันน่าฟัดนี่ ความผิดนายนั่นแหละ”
ชองยุนโฮไม่พูดเปล่าแต่ยังเอามือมาลูบเอวเขาอีกแน่ะ ตั้งแต่ตกลงปลงใจกันมาก็ดูเหมือนว่าคิมแจจุงจะถูกรุกคืนอย่างสาสม~
ชายหนุ่มวัยใกล้จะสามสิบที่ตอนนี้สภาพดูไม่จืดกำลังคิดหาที่หลบฝนชั่วคราว และสวรรค์ก็เข้าข้างเมื่อดวงตาเรียวมองไปเห็นร้านหนังสือเก่าที่อยู่ตึกถัดไป หน้าร้านมีกันสาดยื่นออกมาให้พอหลบฝนได้พอดิบพอดี ไม่รอช้าขายาวรีบวิ่งไปยังที่หมายทันที ตอนนี้เวลาสี่ทุ่มเศษๆถนนแถวนี้เริ่มเงียบเสียแล้ว ร้านรวงต่างๆก็ปิดไปมากกว่าครึ่งจะเหลือก็แต่พวกร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงและร้านกาแฟบางร้านเท่านั้น ชองยุนโฮก้มลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆเสียด้วยสิ
เสียงฝีเท้าหนักๆเหมือนมีคนหลายๆคนกำลังวิ่งไล่อะไรซักอย่างเรียกให้ชายหนุ่มต้องชะโงกหน้าเข้าไปมองในซอยข้างตึกที่เขายืนอยู่ ยุนโฮเห็นผู้ชายตัวโต 2-3 คนกำลังวิ่งไล่ใครซักคนที่ตอนนี้เหมือนจะไล่ต้อนได้สำเร็จแล้ว ตาเรียวหรี่ลงเพื่อจะเพ่งมองเหตุการณ์ให้ชัดขึ้นและก็เห็นว่าคนที่โดนวิ่งไล่เป็นผู้ชายเช่นกัน ซักพักหนึ่งในชายร่างยักษ์ก็คว้าคอเสื้อของผู้ชายคนนั้นและกระแทกร่างนั้นเข้ากับกำแพง ยุนโฮอุทานออกมาด้วยความตกใจก่อนที่จะประมวลสถานการณ์ว่าเขาควรจะเข้าไปยุ่งหรือไม่ และเมื่อเห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นโดนชกอย่างแรงที่หน้ายุนโฮก็วิ่งออกไปทันที หวังว่าฮัพคิโด้ที่เคยเรียนมาจะพอช่วยเขาได้บ้างนะ!
1 ชั่วโมงผ่านไป...
หลังจากที่เขาจัดการกับร่างยักษ์ทั้งสามแล้ว เขาก็พาผู้ชายอีกคนมานั่งอยู่ที่คอฟฟี่ช็อปร้านเดิม อันที่จริงๆเขาก็ไม่ได้เก่งกาจจนสามารถล้มไอ้สามคนนั้นได้ง่ายๆหรอกนะ เพราะสภาพเขาตอนนี้ก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน แต่บังเอิญว่าตอนนั้นมีคนขับรถผ่านไปพอดีไอ้สามร่างยักษ์เลยเผ่นหนีไป แล้วอีกคนที่เขาพามาด้วยนี่...ก็ยังคงเอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา
“เอ่อ...เอานมอุ่นๆหน่อยไหม”
ยุนโฮพยายามชวนคุยแต่เจ้าตัวก็ทำเพียงแค่ส่ายหน้าปฏิเสธ ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปด้านนอกของร้านอย่างไม่มีจุดหมาย
“ฉันชองยุนโฮ นายชื่ออะไร”
“คิมแจจุง...”
เสียงแหบพร่าที่ได้ยินเป็นครั้งแรกทำให้ชายหนุ่มใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยคนที่เขาไปช่วยก็ไม่ได้เป็นใบ้หละนะ!
“บอกหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงไปมีเรื่องกับพวกนั้น”
“ทำไมผมต้องบอกเรื่องของผมกับคนแปลกหน้าอย่างคุณด้วย”
“ห๊ะ!? นี่ฉันเป็นคนช่วยนายไว้นะโว้ย ถ้าฉันไม่ไปเห็นป่านนี้นายนอนเละอยู่ในซอยนั่นแล้ว!”
“...........”
“โอเคคิมแจจุง...ฉันมันผิดเองแหละที่เสนอหน้าเข้าไปช่วยนาย”
ยุนโฮที่กำลังหงุดหงิดกับไอ้คนไม่รู้จักบุญคุณตั้งท่าจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องชะงักเมื่อโดนอีกคนจับข้อมือไว้แล้วฉุดเบาๆ
“เดี๋ยวสิคุณ”
“มีอะไรอีกหละ ฉันจะรีบกลับ นี่มันดึกมากแล้ว”
“ขอนอนค้างด้วยได้ไหม...”
“เฮ้ย! จะบ้าเหรอ บ้านช่องไม่มีหรือไง กลับไปนอนบ้านตัวเองสิ! แล้วไหนตะกี๊ยังบอกฉันเป็นคนแปลกหน้าอยู่เลย”
ยุนโฮส่ายหัวให้กับคนประหลาดตรงหน้า คนบ้าอะไรอยู่ๆมาขอนอนค้างบ้านคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกหน้าตาเฉย! เกิดมาเพิ่งเคยเจอนี่แหละ
“ไม่มีหรอก....”
“อะไร? นายช่วยพูดยาวๆให้ฉันเข้าใจทีเถอะ”
“บ้านน่ะ...ผมไม่มีหรอก”
ในที่สุด...ยุนโฮก็จำใจต้องพาคนประหลาดกลับมาที่ห้องด้วยจนได้ ชายหนุ่มแอบคิดในใจว่าเขากลายเป็นคนใจอ่อนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แค่เห็นตาเศร้าๆกับหน้าหงอยๆของอีกฝ่ายเขาก็ใจอ่อนพากลับมาที่ห้องของตัวเองง่ายๆแบบนี้ จะถือว่าทำบุญละกัน~
“อ่ะนี่เสื้อผ้า เดี๋ยวฉันจะเอาผ้าห่มมาให้ นายนอนที่โซฟาได้นะ?”
แจจุงพยักหน้าช้าๆเป็นคำตอบก่อนจะรับเสื้อผ้าที่เจ้าของห้องเอามาให้และหายเข้าไปในห้องน้ำ ยุนโฮมองตามแผ่นหลังเล็กๆนั่นไปก่อนที่จะทำหน้าครุ่นคิด...หมอนี่มันไปทำเรื่องอะไรไว้ถึงโดนเจ้าพวกนั้นตามทำร้าย แถมยังบอกเขาว่าไม่มีบ้านอีก...
ส่วนอีกคนที่จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินตรงมายังโซฟาและพบว่ามีหมอนและผ้าห่มที่เจ้าของบ้านใจดีเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ แจจุงหันซ้ายหันขวาและไม่พบอีกคนเลยลุกขึ้นเดินไปรอบๆห้องแต่ก็ยังไม่เจอคุณเจ้าของห้องเสียที ขาเรียวก้าวตรงไปยังห้องที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องนอนของอีกฝ่ายแล้วเคาะประตูห้องสองสามที ซักพักคนที่เขาตามหาก็โผล่หน้าง่วงๆออกมาจากหลังประตู
“มีอะไรอีกหละ พรุ่งนี้เช้าฉันต้องไปทำงานนะ”
“ก็...คุณจะไม่ทำอะไรผมเหรอ?”
“ทำอะไรนาย? นายหมายถึงอะไรของนายวะแจจุง?”
“ก็ทุกคนที่ผมขอไปนอนที่บ้านด้วยน่ะ เค้าก็ชอบ...ทำเรื่องอย่างว่ากับผมนี่ มีคุณนี่แหละที่ไม่ทำ”
เดี๋ยวนะ...หมอนี่มันเป็นผู้ชายขายตัวเหรอวะ!? แค่คิดก็อยากจะบ้า นี่เขาพาผู้ชายขายตัวมานอนที่ห้องเหรอเนี่ย!
“นี่นาย...”
ยุนโฮพูดพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่...คนพวกนั้นก็ดูจะพอใจกับค่าเช่าของผมมากเลย”
“เหอะ! แต่ไม่ใช่ฉันแน่นอน ฉันไม่เอาหรอกไอ้ค่าเช่าอะไรนั่นน่ะ นายไปนอนได้แล้ว ฉันง่วง!”
พูดจบก็ทำท่าจะปิดประตูใส่หน้าอีกฝ่ายแต่ก็ถูกแจจุงดึงบานประตูไว้เสียก่อน
“ขอบคุณ...”
ดวงตารีเรียวภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่อ่านเอกสารปึกใหญ่ที่เลขาเพิ่งเอามาให้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว มือเรียวถูกยกขึ้นมากดที่สันจมูกโด่งเบาๆเมื่อชายหนุ่มเริ่มรู้สึกปวดตาก่อนที่จะถอดแว่นวางไว้บนโต๊ะแหละหลับตาลง เมื่อนึกถึงเช้าวันนั้นที่เขาตื่นขึ้นมาและพบว่าคนประหลาดคนนั้นไม่อยู่เสียแล้ว เหลือเพียงผ้าห่มที่พับไว้เป็นระเบียบ แต่ยุนโฮก็อดแปลกใจไม่ได้เมื่อพบว่ามีซุปมันฝรั่งหอมกรุ่นอยู่บนโต๊ะอาหารพร้อมกับโน้ตใบเล็กๆที่เขียนว่า ‘ค่าเช่าห้อง’ ริมฝีปากหยักหลุดยิ้มเมื่อนึกถึงตอนที่เขาไปเจอเจ้านั่นกำลังโดนรุมทำร้าย สภาพดูไม่ได้หน้าตามอมแมมอย่างกับลูกหมา และที่สำคัญ...ดูจะเป็นคนที่มีปัญหาอะไรซักอย่างแน่ๆ แต่ระยะเวลาสั้นๆที่พบกันก็ทำให้เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนั้นเลยสักนิดนอกจากชื่อ...
คิมแจจุง...
“ขอบคุณครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับยื่นกล่องสีเหลี่ยมดีไซน์น่ารักให้กับลูกค้าสาว ริมฝีปากอิ่มยิ้มนิดๆเมื่อเห็นว่าสาวน้อยตรงหน้าเขินหน้าแดงตอนที่เขายื่นกล่องขนมให้
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่แจจุงมาทำงานพิเศษที่ร้านเบเกอรี่เล็กๆในเมือง คุณลุงเจ้าของร้านเห็นใจที่เขาไม่มีบ้านจึงยกห้องใต้หลังคาให้เขา แจจุงต้องตื่นขึ้นมาเปิดร้านตั้งแต่แปดโมงเช้าและปิดร้านตอนสองทุ่ม แต่ก็นับว่าคุ้มกับการที่เขาได้ที่นอนและมีอาหารกินฟรีๆ เขาตั้งใจว่าจะทำงานเก็บเงินซักระยะแล้วค่อยทำเรื่องเรียนต่อ เพราะหลังจากที่จบมัธยมปลายแล้วเขาก็ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีทั้งพ่อและแม่เหมือนกับคนอื่นๆ เร่ร่อนไปวันๆไม่มีจุดหมาย แรกๆแจจุงก็ขอไปค้างห้องเพื่อนสมัยเรียนบ้าง ห้องญาติบ้าง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่กับคนอื่นได้ตลอด เพราะเขาไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย จนในที่สุดเขาก็ทำตัวเหลวแหลกไร้ค่าจนได้มาเจอกับคนๆนั้น...คนแรกที่ไม่ยอมนอนกับเขาเพื่อแลกกับที่นอน คนแรกที่ไม่แม้แต่จะสนใจเขาด้วยซ้ำ แต่ทว่าก็ยังใจดียอมให้เขาไปนอนด้วยทั้งๆที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แถมยังช่วยเขาให้รอดพ้นจากพวกหมาหมู่นั่นอีก พอนึกถึงใครอีกคนรอยยิ้มห้ามยากก็หลุดออกมาอย่างช่วยไม่ได้
คนอะไรตายด้านชะมัด...แต่ถึงจะตายด้านก็เป็นคนดีแหละนะ ไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไงบ้าง....
“ลุงฮะ วันนี้ผมขอเลิกเร็วซักครึ่งชั่วโมงได้ไหมฮะ ผมว่าจะไปหาเพื่อนน่ะฮะ”
“ไม่มีปัญหาไอ้หนุ่ม เมื่อวานเลิกดึกกว่าปกตินี่เนอะ ถือว่าเจ๊ากันไป”
คุณลุงร่างท้วมเอ่ยบอกยิ้มๆก่อนที่จะหายเข้าไปหลังร้านอีกครั้ง แจจุงเลือกขนมสองสามชิ้นก่อนที่จะบรรจงเอาลงกล่องทีละชิ้นอย่างอารมณ์ดี และเมื่อจ่ายเงินเสร็จสรรพก็วิ่งไปเอาจักรยานหลังร้านและออกไปทันที
20.15 น.
คิ้วหนาได้รูปขมวดเป็นปมขณะที่ดูแผนงานของเดือนนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่งานยุ่งจนไม่มีเวลาแม้แต่จะทำอย่างอื่นเลยด้วยซ้ำ หลายวันแล้วที่ยุนโฮกลับมาถึงห้องดึกดื่นจนแทบจะไม่มีเวลานอนและตอนเช้ายังต้องรีบไปทำงานแต่เช้าอีก เมื่อปีที่แล้วชีวิตเขายังเป็นปกติสุขเหมือนคนอื่นอยู่แท้ๆ มีแฟนที่คอยเป็นกำลังใจให้เวลาเหนื่อยจากการทำงาน บางครั้งก็มาทำอาหารเช้าให้กินบ้าง มาค้างด้วยบ้างเป็นบางโอกาส แต่ทุกอย่างมันมาเปลี่ยนไปก็เมื่อแปดเดือนที่แล้วที่ชายหนุ่มได้เลื่อนตำแหน่งและไม่นานหลังจากนั้นก็ถูกแฟนบอกเลิก ตอนนี้ชีวิตของยุนโฮจึงไม่มีอะไรเลยนอกจากงานแล้วก็งาน
ใบหน้าคมคายเงยจากแลปท็อปก่อนที่จะบิดตัวสองสามทีเพื่อไล่ความเมื่อยขบที่สะสมมาทั้งวัน ชายหนุ่มหันไปดูเวลาที่นาฬิกาเรือนหรูก่อนที่จะลุกไปคว้าแจ็คเก็ตตัวโปรดมาใส่
ในที่สุดแจจุงก็มายืนอยู่หน้าตึก 17 ชั้นที่เขาจำได้เป็นอย่างดี...
แต่ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่าเขาจะเข้าไปยังไงในเมื่อมันต้องใช้คีย์การ์ด ครั้งนั้นตอนที่เขาลงมาจากห้องของยุนโฮเขาก็เนียนออกมากับป้าคนหนึ่งที่พักอยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มยืนคอตกอย่างหมดความหวัง ทำไมไม่คิดถึงเรื่องคีย์การ์ดนะคิมแจจุง!
“เฮ้อ~อดเจอเขาเลยไอ้แจจุงคนโง่!”
“โกโก้ร้อนได้แล้วค่ะ”
ตอนนี้แจจุงนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟใกล้ๆกับร้านเบเกอรี่ที่เขาทำงานอยู่ ตอนนี้เขายังไม่รู้สึกอยากกลับร้านเลย เด็กหนุ่มยังคงเสียดายที่ไม่ได้เจอคนที่อยากเจอ ก็แค่อยากเห็นหน้า... มือขาวเอาแต่คนโกโก้ร้อนตรงหน้าอยู่อย่างนั้นหลายนาทีจนกระทั่งเสียงกระดิ่งตรงประตูร้านเรียกให้เด็กหนุ่มเงยหน้ามองไปทางต้นเสียงและพบว่าใครอีกคนกำลังผลักบานประตูเข้ามา
“ยุนโฮ...”
เสียงหวานพูดเบาๆกับตัวเอง ไม่คิดเลยว่าจะได้เจออีกฝ่ายที่นี่ทั้งที่เขาไปหาถึงคอนโด ปากอิ่มแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นจัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทาง แจจุงกำลังนั่งมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายที่กำลังยืนสั่งกาแฟด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อสั่งกาแฟเสร็จแล้วชายหนุ่มก็เดินมานั่งที่โต๊ะใกล้ๆกันกับโต๊ะที่แจจุงนั่งอยู่ ยุนโฮนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆก่อนที่จะบังเอิญมองมาทางเขาพอดิบพอดี แจจุงส่งยิ้มทักทายไปให้หวังว่าอีกฝ่ายจะจำเขาได้แต่ทว่า...ยุนโฮกลับทำเพียงแค่ยิ้มตอบและหันหน้าไปอีกทาง…นี่อย่าบอกนะว่าจำเขาไม่ได้!
เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะตัวเองและตรงไปที่โต๊ะอีกฝ่ายก่อนที่จะนั่งลงตรงข้ามคนขี้ลืม ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมามองเขาและยังมิวายทำหน้างงตบท้ายอีก นี่สรุปเขาถูกลืมจริงๆเหรอเนี่ย!
“จำผมไม่ได้หรือไงคุณ!”
แจจุงเผลอพูดเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
“เอ่อ...”
คนขี้ลืมเพ่งใบหน้าหนุ่มน้อยผมสั้นอยู่หลายวิก่อนที่ร้องออกมา
“เฮ้ย! นี่นาย!? แจจุงเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ขี้ลืมจังนะยุนโฮ”
แจจุงหัวเราะให้กับหน้าตาตื่นๆของอีกฝ่ายก่อนที่จะยิ้มกว้างไปให้ ส่วนคนที่ยังดูตกใจอยู่ก็เอาแต่เกาท้ายทอยเพราะเขินกับความขี้ลืมของตัวเอง อันที่จริงจะโทษเขาก็ไม่ได้หรอกนะ ก็สภาพในวันนั้นกับวันนี้ของคิมแจจุงมันต่างกันมากน่ะสิ! วันที่เจอกันครั้งแรกเด็กนี่มอมแมมอย่างกับอะไรดี แถมผมก็ยาวกว่าวันนี้ด้วย เขาจำไม่ได้ก็ไม่เห็นจะแปลก!
“บังเอิญจังนะที่เจอกันอีก”
“จริงๆก็ไม่ถึงกับบังเอิญหรอก...เพราะผมตั้งใจจะขนมไปให้คุณที่คอนโด แต่ดันลืมนึกไปว่าต้องใช้คีย์การ์ด”
“เอ๋? ให้ฉัน?”
“อืม...พอดีผมทำงานที่ร้านเบเกอรี่น่ะ”
“งั้นเหรอ ขอบใจมากนะ จริงๆแล้วฉันไม่ค่อยกินขนมหรอก ว่าแต่...ไหนละขนมที่จะให้?”
“ก็ไปแล้วเข้าไม่ได้ผมก็เลย...กินหมดแล้วน่ะ”
แจจุงพูดพร้อมกับส่งยิ้มเจื่อนๆมาให้เรียกเสียงหัวเราะของยุนโฮได้เป็นอย่างดี เขาไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญเจอกับแจจุงที่นี่ แถมเจ้าตัวยังบอกว่าเพิ่งไปหาเขาที่คอนโด อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น~
“แล้วตอนนี้พักอยู่กับใครหละเรา หรือว่าเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ?”
“ผมนอนที่ร้านน่ะ เจ้าของร้านเค้าใจดีเลยยกห้องให้ห้องนึง”
“อืม ก็ดีแล้ว แบบนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแบบนั้นแล้วสิ?”
แจจุงเพียงพยักหน้าเป็นคำตอบและอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบเขาเช่นกัน รอยยิ้มคนตรงหน้ามันช่างสว่างไสวเหลือเกินในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม แค่ได้มองก็รู้สึกอยากจะยิ้มตามเสียแล้ว
“ดีแล้วหละ อย่างนายไม่เห็นเหมาะกับอะไรแบบนั้นเลย”
แล้วทั้งคู่ก็นั่งพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่แจจุงทำงานเก็บเงินเพื่อเรียนต่อ หรือจะเรื่องงานของยุนโฮที่ถึงแม้แจจุงจะไม่รู้เรื่องแต่ก็ยังตั้งใจฟัง
“ฉันต้องกลับแล้วหละแจจุง พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าน่ะ”
“ครับ แล้ว เอ่อ...ถ้าวันไหนผมอยากเจอคุณ...เอ่อ...ผมหมายถึง เผื่อวันไหนอยากจะเอาขนมไปให้คุณ...”
“อืม...โทรมาก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยวจะลงไปรับ”
หลังจากวันนั้น ก็เป็นเรื่องปกติที่คิมแจจุงจะมาหาชองยุนโฮในช่วงค่ำๆแทบทุกวัน บางวันก็เอาขนมมาให้ บางวันก็มานั่งกินกาแฟที่ร้านประจำของยุนโฮ และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่แจจุงนัดกับยุนโฮว่าจะมาทำมื้อเย็นให้ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของพวกเขาทั้งคู่
“ผมว่าคุณไม่เห็นเหมือนคนโสดเลย เหมือนคนแต่งงานแล้วมากกว่า”
“นี่หลอกด่าว่าฉันหน้าแก่หรือไงวะ”
“เปล่านี่ แค่พูดความจริง”
แจจุงพูดก่อนที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทำให้คนโดนเด็กหลอกด่ายื่นมือไปเคาะหน้าผากไปสองที มือขาวยกขึ้นลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆแต่ก็ยังคงทำหน้าล้อคนตรงหน้าอยู่แบบนั้น
“รีบกินไปเลยนะ กินแล้วรีบกลับบ้านไปเลย”
“โธ่~พูดแค่นี้ทำเป็นงอนไปได้”
“เงียบไปเลยคิมแจจุง”
“โอเคๆ เลิกพูดก็ได้ แต่วันนี้ผมอยาก...กินเหล้าจัง!”
แจจุงพูดด้วยหน้าตาชวนฝันจนยุนโออดหมั่นไส้ไม่ได้จึงยื่นมือไปดีดหน้าผากให้อีกที
“น้อยๆหน่อยเถอะ อายุถึงหรือไง?”
“ผมอายุ 21 แล้วนะยุนโฮ แต่หน้าผมเด็กใช่ไหมหละ~”
“อยู่ๆมันวกกลับมาประเด็นหน้าเด็กหน้าแก่อีกได้ไงวะเนี่ย!”
สุดท้ายแจจุงก็รบเร้าชวนยุนโฮกินเหล้าเป็นเพื่อนจนได้ ทีแรกแจจุงตั้งใจว่าจะเป็นคนออกเงินซื้อเหล้าเองเพราะยุนโฮออกค่าซื้อของมาทำมื้อเย็นไปแล้ว แต่ยุนโฮก็ไม่ยอมให้เขาออกอยู่ดี
“งั้นคราวหน้าให้ผมเลี้ยงบ้างนะ”
“ช่างเถอะน่า ฉันเป็นผู้ใหญ่จะให้เด็กเลี้ยงได้ยังไง”
จากนั้นทั้งคู่ก็นั่งดื่ม นั่งคุยกันหลายๆเรื่อง ยุนโฮเพิ่งสังเกตว่าจริงๆแล้วแจจุงเป็นคนที่จัดว่าหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ผิวก็ดูจะขาวมากกว่าผู้ชายทั่วไปซักหน่อย ปากกลมๆสีชมพูมันดูน่ารักเหลือเกินเวลาที่เจ้าตัวกำลังพูดหรือหัวเราะ ตาเรียวลอบมองอีกฝ่ายเป็นเวลาพอสมควรก่อนที่แจจุงจะรู้ตัวและหันมา...ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงความเงียบและรอยยิ้มเท่านั้น...
“ขอบคุณที่ทนนั่งฟังเรื่องของผมนะครับ ทั้งที่มันไม่ค่อยจะสนุกเท่าไหร่”
“ไม่เป็นไร ฉันเองก็ไม่ได้ดื่มและคุยกับใครแบบนี้นานแล้วเหมือนกัน ไม่มีเวลาน่ะ”
“ผมว่าคุณควรหาเวลาพักผ่อนบ้างนะยุนโฮ”
“ไม่เป็นไรน่า ฉันก็อยู่ของฉันแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ชินแล้วหละ”
“แต่ผมเป็นห่วงนี่...”
แจจุงพูดด้วยสีหน้าจริงจังทำให้ยุนโฮอดยิ้มไม่ได้ ชายหนุ่มรู้สึกดีอย่างประหลาดกับคำพูดธรรมดาของอีกฝ่าย มือใหญ่เอื้อมไปลูบหัวคนข้างๆเบาๆก่อนที่จะถาม
“กำลังจีบฉันอยู่หรือไงคิมแจจุง”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้...”
แจจุงพูดขึ้นก่อนจะเอามือเท้าคางจ้องหน้าหน้าอีกฝ่าย ส่วนยุนโฮที่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองพลาดสุดๆที่ไปเล่นมุกนี้ก็ได้แต่ทำหน้าเหรอหราพูดไม่ออกเพราะโดนเด็กน็อคเอาท์เข้าให้
“อย่ามาอำน่า~”
“ผมพูดจริงๆนะ...”
“........”
“ผมคิดว่าผมชอบคุณ...”
คราวนี้คนโดนสารภาพรักแบบสายฟ้าแลบถึงกับหน้าเหวอ ตาตี่ๆเบิกโพลงด้วยความตกใจ หน้าตาจริงจังของแจจุงทำให้ยุนโฮชักรู้สึกหนาวๆร้อนๆอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้าคมจึงทำได้เพียงหันหน้าไปอีกทางเพื่อหลบตากลมโตแวววาวที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
“คุณจะโกรธผมก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”
“........”
“งั้นผมกลับก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”
“เดี๋ยวแจจุง!”
มือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมืออีกฝ่ายทันที จริงๆเขาไม่ได้โกรธหรอก เพียงแค่ตกใจและไม่รู้จะทำหน้ายังไงก็เท่านั้น
“ว่าไงครับ?”
“มันดึกมากแล้ว วันนี้ค้างที่นี่ก็ได้”
“ไม่เป็นไร รบกวนคุณเปล่าๆ”
“อย่าดื้อนักได้ไหม เห็นหรือเปล่าว่าฝนก็กำลังจะตก”
แจจุงมองออกไปนอกหน้าต่างและก็เป็นอย่างที่เจ้าของห้องพูดจริงๆ ลมแรงๆด้านนอกนั้นบ่งบอกว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าฝนคงตกหนัก
“โอเคครับ งั้นผมนอนเลยละกัน”
เด็กหนุ่มพูดก่อนที่จะเดินไปที่โซฟาและล้มตัวลงนอนทันที หลังจากที่อีกฝ่ายหลับไปแล้วยุนโฮก็ได้แต่นั่งคิดเรื่องที่แจจุงบอกว่าชอบเขา ไม่นึกเลยว่าอยู่ๆอีกฝ่ายจะสารภาพออกมาได้หน้าตาเฉยขนาดนั้น ช่างเป็นการสารภาพรักที่แปลกจริงๆ
ปากหยักยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อหันไปมองคนที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ที่โซฟา นึกถึงเรื่องของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวเล่าให้ฟังแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แจจุงเล่าว่าตอนแม่ของเขาอุ้มท้องเขาตอนเธออายุเพียง 18 ปีเท่านั้น แถมยังเลิกกับพ่อของเขาไปแล้วด้วย พอคลอดเขาออกมาแล้วแม่ก็แต่งงานใหม่ แจจุงรู้ดีว่าแม่ไม่รักเขาเพราะว่าเขาทำให้ชีวิตแม่ต้องพัง พ่อเลี้ยงก็มักจะทำร้ายทุบตีเขาเสมอและแม่ก็ไม่เคยห้าม จนในที่สุดพออายุ 18 แจจุงก็เริ่มไม่กลับบ้าน ไปกับเพื่อนเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไม่กลับไปอีกเลย ชีวิตหลังจากนั้นของแจจุงมันไม่มีจุดหมาย อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ อยากนอนกับใครก็นอน แต่อยู่ๆเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว พ่อแท้ๆของเขาก็ติดต่อมาว่าจะรับผิดชอบเลี้ยงดูเขา ตอนนั้นแจจุงดีใจมากที่ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่าเรื่องมันกลับไม่ง่ายแบบนั้น...
พ่อของเขาแต่งงานและมีครอบครัวที่เพียบพร้อม เขาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของวงการ มันคงจะไม่ดีเท่าไหร่หากอยู่ๆจะมีลูกชายจากไหนก็ไม่รู้โผล่มา มันคงเป็นข่าวทางลบที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น พ่อบอกกับแจจุงว่าเขาจะให้ค่าเลี้ยงดูเป็นรายเดือนและนัดมาเจอกันบ้างเป็นครั้งคราว แจจุงเองก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพราะคิดว่าแค่นี้มันก็ดีแล้ว แต่หลังจากนั้นได้ไม่นานเด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่าเหมือนมีคนตามอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งวันที่ยุนโฮเห็นเขา...คนพวกนั้นดูเหมือนจะเป็นคนของภรรยาของพ่อที่เริ่มระแคะระคายเรื่องที่พ่อติดต่อกับเขา พวกนั้นบอกกับเขาว่าให้เลิกติดต่อกับพ่อซะ ไม่อย่างนั้นจะไม่รับรองความปลอดภัยของเขา
ยุนโฮเอื้อมมือไปลูบหัวกลมๆของคนหลับลึกแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบประโลมคนน่าสงสาร ถึงเขาเองจะเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่รู้จักแม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเองแต่เขาก็ยังเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เต็มไปด้วยความรักและเพื่อนอีกมากมาย แต่แจจุงนี่สิ เกิดด้วยความไม่ตั้งใจไม่พอแม่ผู้ให้กำเนิดยังไม่ต้องการอีก พอเจอพ่อที่แท้จริงก็ยังโดนกีดกัน แบบนี้มันชีวิตนางเอกละครน้ำเน่าชัดๆ
ยุนโฮตัดสินใจช้อนร่างของเด็กหนุ่มขึ้นและอุ้มเข้าไปนอนในห้องของเขา ชายหนุ่มวางร่างผอมอย่างเบามือที่สุดด้วยกลัวว่าจะทำให้เจ้าชายนิทราตื่นขึ้นมาเสียก่อน ปากอิ่มขยับเหมือนจะพูดอะไรงึมงำอยู่คนเดียวก่อนที่จะหลับสนิทไปเหมือนเดิม
มือเรียวดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างอีกฝ่ายจนถึงคอก่อนที่ตัวเองจะขึ้นมานอนบนเตียงบ้างเช่นกัน ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับอยู่ๆก็มีแขนขาวๆพาดมาที่หน้าอก เมื่อหันไปมองก็พบว่าตอนนี้กำลังโดนคนข้างๆกอดอยู่
“ไอ้เด็กร้ายกาจคิมแจจุง...”
หนึ่งเดือนผ่านไป...
“ก็เพดานห้องมันเริ่มผุแล้วอ่า~เกิดมันพังลงมาทับผมตายจะทำยังไง”
นี่คือข้ออ้างของการที่คิมแจจุงจะขอมาค้างกับยุนโฮจนกว่าจะซ่อมเพดานห้องเสร็จ...ใช่...ชายหนุ่มคิดว่ามันเป็นข้ออ้าง เพราะตั้งแต่โดนเจ้าเด็กนี่บอกว่าชอบยุนโฮก็รู้สึกเหมือนโดนจู่โจมอย่างหนัก! ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่เห็นหน้าขาวๆปากแดงๆตาโตๆของแจจุง ตกลงไอ้เด็กนี่มันเอาจริงเหรอวะ!
“นายนี่จริงๆเลยนะคิมแจจุง...”
“อะไรเล่า! อย่ามองผมแบบนั้นนะ ก็มันผุจริงๆไม่เชื่อไปดูเลยก็ได้เอ้า!”
“............”
“ไม่เป็นไร งั้นผมไปหาที่นอนใหม่ก็ได้”
แจจุงพูดขึ้นก่อนที่จะทำท่าเดินออกไปจากห้อง แต่คำว่า ‘หาที่นอนใหม่’ ก็ใช้ได้เสมอสำหรับยุนโฮ...
“หยุดเลยนะคิมแจจุง! เฮ้อ~ฉันจะทำยังไงกับนายดีนะ”
“รับรักผมซะก็สิ้นเรื่อง~อายุขนาดนี้แล้วยังจะทำหยิ่ง!”
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ฉันแก่หรือไม่แก่โว้ย! มันอยู่ที่ว่าเราทั้งคู่เป็นผู้ชาย เข้าใจไหมวะ!?”
“หึ...ประเด็นคือคุณมันตายด้านต่างหากเล่า!”
ยุนโฮรู้สึกเหมือนโดนไม้ฟาดกลางแสกหน้า ตอนนี้เขารู้สึกว่าเส้นเลือดที่ขมับกำลังเต้นตุบๆ ไอ้เด็กนี่มันจะหยามกันเกินไปแล้ว!
“อยากลองดีหรือไงหืม?”
ร่างสูงสมส่วนย่างสามขุมเข้าไปหาอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับประตู ริมฝีปากหยักยิ้มลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแอบกลืนน้ำลาย เมื่อเข้าประชิดตัวแจจุงแล้วมือใหญ่ก็ยกขึ้นมาจับที่คางของอีกฝ่ายแน่น จ้องตากันอยู่หลายวิก่อนที่ยุนโฮจะจูบที่ริมฝีปากสีสดของอีกฝ่ายทันที แจจุงไม่ได้ดูตกใจอย่างที่ควรจะเป็นแต่กลับยกมือขึ้นโอบรอบคอของอีกฝ่าย ลิ้นอุ่นชื้นที่เกี่ยวกระหวัดดูดดึงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มือของยุนโฮสอดเข้าไปใต้สาบเสื้อด้านหลังของแจจุง มือใหญ่ลูบไล้ผิวเนียนซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้ตัว
“อื้ออ...”
แจจุงครางประท้วงเมื่อยุนโฮกำลังจะถอนจูบออกไป มือขาวเริ่มเลือนลงมาซุกซนกับขอบกางเกงของอีกฝ่ายก่อนที่ยุนโฮจะรู้สึกตัวและผละออกมาทันที ได้ทีแล้วเอาใหญ่เลยนะไอ้ตัวแสบ~
“ก็ไม่เลวนี่~ไม่ได้ตายด้านเสียด้วย”
เด็กแก่แดดยิ้มร่าถูกอกถูกใจกับจูบเร่าร้อนที่อีกฝ่ายมอบให้ เขินเหรอ? ถ้าเขินก็คงไม่ใช่เขาหรอก! นี่คิมแจจุงผู้ช่ำชองเชียวนะ! สำหรับจูบเมื่อครู่ต้องบอกว่าถูกใจเสียมากกว่า~
“เหอะ...รู้ก็ดีแล้ว คราวหลังอย่ามาทำปากดีอีกหละ ไม่งั้นโดนดีแน่ๆ”
เสียงทุ้มเอ่ยกล่าวคาดโทษด้วยหวังว่าอีกฝ่ายจะกลัว แจจุงถึงกับขำพรืดออกมา ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลยนะผู้ใหญ่คนนี้~
“โธ่คุณชอง~คุณไม่รู้หรือไงว่าผมน่ะ...อยากโดนจะแย่อยู่แล้ว”
ยุนโฮถึงกับหน้าเสียเมื่อฟังประโยคร้อนแรงจากคนตรงหน้า เหมือนจะเป็นอีกครั้งที่เขาพลาดท่าเสียทีให้เด็กคนนี้ ไม่รู้ว่าไปเอาไอ้คำพูดชวนสยิวแบบนี่มาจากไหน!
“ผมว่า...ผมกลับไปขนของที่ร้านก่อนดีกว่า”
“ขนของ? จะย้ายไปไหนงั้นเหรอ?”
“ก็ย้ายมาอยู่กับคุณไง! รอซักสามชั่วโมงนะครับที่รัก!”
พูดจบก็เขย่งมาจูบที่แก้มของเขาแรงๆหนึ่งทีก่อนที่จะเดินไปหยิบคีย์การ์ดแล้ววิ่งออกไปจากห้องโดยที่ไม่ได้ถามความเห็นเจ้าของห้องเลยซักนิด
ยุนโฮยกมือขึ้นมาคลึงขมับทั้งสองข้างไปมาด้วยความมึน เขาจะอยู่รอดปลอดภัยจากเงื้อมมือเด็กแก่แดดนั่นไปได้กี่วันเนี่ย! ชายหนุ่มเพิ่งรู้ตัวว่าเขาพลาดจริงๆ พลาดโคตรๆที่ไปขู่ด้วยวิธีแบบนั้น!
“ตกลงจะมาอยู่กับฉันจริงๆเหรอแจจุง”
เสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนอกอ่อนใจกับคนที่กำลังจัดเสื้อผ้าของตัวเองเข้าตู้ของเขาพร้อมกับผิวปากอย่างอารมณ์ดี มันออกจะแปลกๆไปสักหน่อยว่าไหม? ก็เขากับแจจุงไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่ๆจะให้มาอยู่ด้วยกันมันก็อดจะรู้สึกแปลกๆไม่ได้ ถึงจะเริ่มสนิทกันพอสมควรแล้วก็เถอะ
“คุณคิดว่าผมจะเหนื่อยไปขนของมาทำไมถ้าผมคิดจะล้อคุณเล่น”
“แต่ว่ามัน...เฮ้อออ ฉันเหนื่อยใจกับนายจริงๆเลยให้ตายสิ”
“คุณรังเกียจผมเหรอ?”
“มันไม่ใช่แบบนั้น...อย่าคิดแบบนั้นสิ ฉันก็แค่คิดว่ามันรู้สึกแปลกๆที่ต้องอยู่ด้วยกันน่ะ ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน...”
แจจุงวางมือจากการจัดตู้เสื้อผ้าและหันมายังคนที่นั่งอยู่ที่เตียงหลังใหญ่ ตากลมทอดมองมายังเจ้าของห้องอย่างเว้าวอนจนยุนโฮเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะพลาดท่าอีกแล้ว
“ผมก็แค่อยากอยู่กับคุณ...ให้ผมอยู่ด้วยเถอะนะ”
“โอเคแจจุง...ฉันยอมนายแล้วจริงๆ”
“ยุนโฮ~ตื่นได้แล้วครับ กับข้าวเสร็จแล้ว”
เสียงหวานที่ดังขึ้นข้างหูเรียกให้ยุนโฮรู้สึกตัว ภาพแรกในตอนเช้าที่เห็นจนเริ่มชินคือใบหน้ายิ้มแย้มของคนที่เพิ่งย้ายมาอยู่กับเขาเมื่อสองเดือนที่แล้ว อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่เขาจินตนาการไว้ (ถึงจะโดนเด็กมันลวนลามปล้ำจูบเป็นบางครั้งบางคราวก็เถอะ!) แจจุงมาอยู่ด้วยก็ทำให้ได้ทานมื้อเช้าจากที่ไม่ได้ทานมานาน งานบ้านก็มีคนช่วยทำ ห้องก็ดูสะอาดขึ้นจากเมื่อก่อน และที่สำคัญ...แจจุงทำให้เขาไม่เหงา...
“นี่ ฉันลืมบอกนาย มะรืนนี้ฉันจะไปดูงานที่ญี่ปุ่นซักสองอาทิตย์น่ะ”
ยุนโฮเอ่ยขึ้นในขณะที่กำลังจัดการกับมื้อเช้าฝีมือแจจุง ที่จริงเขารู้กำหนดการตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนแต่ด้วยงานที่กองท่วมหัวทำให้เขาลืมบอกอีกฝ่าย
“สองอาทิตย์เลยเหรอ? ทำไมถึงนานแบบนั้นหละ!”
“ก็มันมีสาขาที่นู่นที่ฉันต้องไปจัดการอยู่หลายที่น่ะ สองอาทิตย์ยังถือว่าธรรมดานะ บางครั้งไปอยู่เป็นเดือนเลยก็มี”
“ผมคงคิดถึงคุณแย่เลย...”
“ไม่ต้องมาทำหน้าหงอยแบบนั้นเลยนะ ฉันไปแค่สองอาทิตย์ไม่ได้ไปสองปีสักหน่อย”
“ผมไปด้วยไม่ได้เหรอยุนโฮ~”
“ไม่เอาน่า~ฉันไปทำงานนะไม่ได้ไปเที่ยว รออยู่ที่นี่แล้วจะซื้อขนมมาฝาก โอเคไหม?”
ยุนโฮเอ่ยปลอบก่อนที่จะลูบหัวเด็กขี้เหงาเบาๆ เห็นหน้าหงอยๆปากกลมๆที่ยู่เข้าหากันแล้วมันก็อดสงสารไม่ได้น่ะนะ แต่จะทำไงได้ก็ในเมื่อมันเป็นงาน ไว้ค่อยซื้อของฝากมาปลอบใจทีหลังก็แล้วกัน
แล้ววันเดินทางก็มาถึง...
“ไม่ได้ลืมอะไรใช่ไหมยุนโฮ?”
“อืม...คิดว่าไม่แล้วนะ อีก 10 นาทีรถของบริษัทคงมาถึง จากนี้ก็ฝากบ้านด้วยนะคุณคิม”
เสียงทุ้มเอ่ยติดตลกหลังว่าจะทำให้ใครอีกคนเลิกทำหน้าเศร้าแบบนี้เสียที มือขาวยกขึ้นจัดปกเสื้อให้เจ้าของห้องรูปหล่ออีกสองสามทีก่อนที่จะพยายามยิ้มส่งไปให้
“อย่าลืมของฝากผมหละ แล้วก็...อย่าลืมโทรมาด้วย”
“รู้แล้วน่าไอ้ตัวแสบ~ฉันไปหละ ถึงแล้วจะโทรหา”
ยุนโฮพูดก่อนที่จะหันหลังและทำท่าจะเดินออกไปจากห้องแต่แรงกระตุกเบาๆที่ชายเสื้อก็ทำให้เขาต้องหยุดเดินและหันกลับมา
“ไม่มีจูบลากันมั่งเหรอ?”
คำถามของคนตรงหน้าทำเอาคนหล่อถึงกับหลุดขำ ไม่รู้ว่าไอ้ตัวแสบมันไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใคร ไอ้ประเภทที่ชอบพูดชอบถามอะไรแบบนี้เนี่ย
ยุนโฮคว้าเอวเล็กๆของแจจุงเข้าประชิดก่อนที่จะค่อยๆโน้มใบหน้าลงไปและแนบริมฝีปากของตนกับปากแดงๆของคนในอ้อมแขน แจจุงหลับตารับจูบนุ่มๆจากอีกฝ่ายในขณะที่มือเล็กกำชายเสื้อของยุนโฮแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน ที่ถามไปเมื่อกี๊ก็ไม่ได้คิดว่ายุนโฮจะยอมจูบจริงๆ
ยุนโฮทำแบบนี้เขาก็แย่น่ะสิ...
หลังจากถอนจูบออกมาแล้ว แจจุงก็เอาแต่ยืนเอามือจับปากพร้อมกับทำหน้าเหวอใส่เจ้าของห้องอยู่แบบนั้น ยุนโฮก็ได้แต่ยิ้มขำๆส่งไป
“ฉันไปจริงๆแล้วนะ ดูแลตัวเองดีๆหละ อีกสองอาทิตย์เจอกัน”
ยุนโฮหันหลังให้อีกฝ่ายก่อนจะโบกมือสองสามทีและเดินออกไปทิ้งให้ใครอีกคนยืนหน้าร้อนลูบปากของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้น กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ายุนโฮออกไปแล้วจริงๆ
หลังจากที่มาถึงญี่ปุ่นยุนโฮก็ได้พักผ่อนเพียงสามชั่วโมงและต้องออกไปพบกับผู้บริหารสาขาที่นี่ทันที นึกไปถึงเมื่อหลายชั่วโมงก่อนที่ใครบางคนยืนหน้าแดงหลังจากโดนเขาจูบแล้วอารมณ์ดีชะมัด ตั้งแต่รู้จักกันมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเด็กนั่นเขิน ก็ปกติออกจะใจกล้าจู่โจมเขาก่อนตลอดนี่นะ ไม่รู้ป่านนี้กำลังทำอะไรอยู่…
เอ๋?...นี่เขากำลังคิดถึงแจจุงอยู่อย่างนั้นเหรอ...
“นายนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะคิมแจจุง...”
“เฮ้ ไอ้หนุ่ม เหม่อแบบนั้นเดี๋ยวก็ได้ทำขนมหล่นกันพอดี”
เสียงแหบของคุณลุงเจ้าของร้านเรียกให้แจจุงรู้สึกตัวและทำขนมหลุดมืออย่างที่ลุงแกบอกจริงๆ
“แหะๆ ขอโทษฮะลุง”
แจจุงทำเพียงแค่ส่งยิ้มเฝื่อนๆกลับไปให้คุณลุงร่างท้วม ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่ยุนโฮบอกว่าถึงแล้วจะโทรหา นี่ผ่านไปหนึ่งคืนยังไม่เห็นวี่แววอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ จะโทรไปหาเองก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปรบกวนเวลางานของอีกฝ่ายเปล่าๆ ยุนโฮนะยุนโฮ ไปได้วันเดียวก็ลืมเขาซะแล้ว
“เหม่อแบบนี้คิดถึงแฟนอยู่หละสิ”
“ก็ไม่เชิงหรอกฮะลุง...ผมชอบเขาแต่ไม่รู้ว่าเขาชอบผมหรือเปล่า”
“ไอ้หนุ่มกำลังแอบชอบเขาอยู่อย่างนั้นรึ?”
“ไม่ได้แอบฮะ บอกชอบเขาไปแล้วด้วย”
“โว๊ะ! ใจกล้าดีนะเรา ลุงว่าถ้าอยากรู้ว่าเขาคิดยังไงทำไมไม่ลองถามเขาดูเล่าไอ้เสือ!”
“ไว้ถ้าเขากลับมาแล้วผมจะลองถามดูนะฮะ ขอบคุณมากฮะลุง”
“อ้าว เขาไม่อยู่หรอกเหรอ?”
“เขาไปทำงานที่ญี่ปุ่นน่ะฮะ อีกสองอาทิตย์ถึงจะกลับ”
“งั้นก็รีบๆทำคะแนนเข้าหละ ลุงเอาใจช่วย!”
มืออวบๆของคุณลุงตบบ่าปุๆให้กำลังใจ บางทีแจจุงก็แอบท้ออยู่เหมือนกันกับท่าทีของยุนโฮ ถึงจะโดนเขารุกขนาดไหนแต่ก็เหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร ก็จริงอยู่ที่ยุนโฮดีกับเขา แต่แจจุงก็แอบคิดว่าบางทียุนโฮอาจจะใจดีและดีกับทุกคนเหมือนกัน แล้วที่ยุนโฮจูบเขาเมื่อวาน...มันหมายความว่ายังไงกันนะ?
ยุนโฮที่กำลังอยู่ในระหว่างการประชุมกลับเอาแต่นั่งมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่เป็นอันฟังหัวข้อการประชุม เขาเพิ่งจะนึกได้ว่าลืมโทรไปหาใครบางคนที่เกาหลีเพราะเมื่อคืนดื่มไปนิดหน่อยและเผลอหลับไป ป่านนี้คงโกรธเขาแล้วแน่ๆ
ทันทีที่ออกจากห้องประชุม สิ่งแรกที่ทำคือการกดโทรศัพท์ไปแจจุงที่ป่านนี้คงจะกำลังทานมื้อเย็นหรือไม่ก็ดูทีวีอยู่ เสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่เจ้าของเบอร์จะกดรับ
“โทษทีแจจุง เมื่อวานฉันเหนื่อยเลยหลับไปก่อน...”
“ไปแค่วันเดียวก็ลืมกันแล้ว คุณมันใจร้าย!”
เสียงที่แหวกลับมาทางโทรศัพท์ทำให้ยุนโฮเผลอจินตนาการหน้าตาบูดบึ้งของอีกฝ่าย ป่านนี้คงกำลังนั่งน่ายุ่งอยู่แน่ๆ
“ไม่ได้ลืมหรอกน่า~ก็เมื่อวานต้องออกไปดื่มกับผู้บริหารสาขาเลยเมานิดหน่อย งอนเป็นผู้หญิงไปได้นะนายน่ะ”
“นึกว่าแอบไปกับสาวญี่ปุ่นแล้วซะอีก อย่าให้รู้เชียวนะยุนโฮ”
“ถึงฉันจะไปนายก็ไม่รู้หรอกจริงไหม”
เสียงทุ้มแกล้งเอ่ยเย้าทั้งที่มุมปากกำลังยกยิ้ม ยุนโฮไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งแต่มีแจจุงมาอยู่ด้วยทำให้เขายิ้มบ่อยขึ้นแค่ไหน
“..........”
“ทำไมเงียบหละหืม?”
“..........”
“เฮ้! โกรธจริงๆหรือไง?”
“ก็จริงของคุณ...ถึงคุณจะไปมีใครมันก็เรื่องของคุณนี่เนอะ ผมไม่ได้เป็นอะไรกับคุณเสียหน่อย”
“ฉันแค่พูดเล่นน่า...คิดจริงจังไปได้ แล้วนั่นกำลังทำอะไรอยู่เหรอ”
“กำลังลองทำกิมจิจิเกน่ะครับ ครั้งที่แล้วคุณบอกว่ามันเค็มไปหน่อย ผมเลยลองทำดู เผื่อคราวหน้ามันจะอร่อยขึ้น”
ยุนโฮยิ้มออกมาอีกครั้งกับประโยคน่ารักของคนปลายสาย เขาบอกแจจุงว่ากิมจิจิเกเป็นอาหารโปรดของเขาเจ้าตัวก็ตั้งอกตั้งใจทำให้เขาทาน แต่รสชาติมันยังไม่ดีเท่าที่ควรเพราะแจจุงเองก็ไม่ใช่คนทำอาหารเก่งอะไรมากมาย แต่พอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะพยายามทำให้อร่อยเพื่อเขาแล้วมันก็รู้สึกดีขึ้นมาอย่างประหลาด
ทำตัวน่ารักเป็นเหมือนกันนี่...
“ฉันกลับไปแล้วทำให้กินหน่อยสิ กำลังอยากกินพอดีเลย...”
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ยุนโฮไปญี่ปุ่น...
แจจุงเองก็ใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นนอน กินมื้อเช้า ไปเปิดร้านเบเกอรี่อย่างที่เคยทำ กลับมาถึงห้องก็รอโทรศัพท์จากยุนโฮที่หลังจากวันนั้นก็ไม่ลืมที่จะโทรมาอีกเลย ถึงบางครั้งจะคุยนานๆไม่ได้ก็เถอะ
“วันนี้ผมลองทำต็อกโบกีดู แต่เผลอทำซะเยอะนั่งกินคนเดียวจนท้องแทบระเบิดแน่ะ”
“ติ๊งต๊องจริงๆนายเนี่ย ว่าแต่อากาศที่เกาหลีเป็นไงบ้าง ที่นี่เริ่มหนาวแล้วหละแจจุง”
“ที่นี่ก็หนาวแล้วเหมือนกัน อีกไม่นานหิมะคงตก”
“นอนก็อย่าลืมห่มผ้าหละ เดี๋ยวจะไม่สบาย เข้าใจไหม?”
“รู้แล้วครับคุณชอง~ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ!”
“เวลานอนชอบถีบผ้าห่มไปกองอยู่ขานี่ไม่เด็กหรือไงคิมแจจุง?”
“ก็มันชินนี่! ว่าแต่คุณเถอะ กินข้าวตรงเวลาบ้างหรือเปล่า?”
“ก็...ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง งานก็เยอะจนฉันปวดหัวเลยหละแจจุง”
“รีบๆเคลียร์งานแล้วรีบกลับมานะครับ...”
“โอเค...แล้วฉันจะรีบกลับ...”
งานที่มาสะสางตอนนี้ก็คืบหน้าพอสมควร วันนี้ชายหนุ่มเลยมีเวลาออกมาซื้อชองฝากสำหรับเด็กแก่แดดที่โทรมาทวงอยู่ทุกวัน ร่างสูงใหญ่กับโอเวอร์โค้ทสีเข้มและใบหน้าหล่อเหลาเรียกความสนใจจากสาวๆได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเดินเข้าออกร้านไหนก็โดนสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ตลอด ยุนโฮไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าใครอีกคนมาด้วยป่านนี้คงลากเขากลับไปแล้ว ก็รายนั้นน่ะขี้หวงอย่างกับอะไรดี...
อีกไม่กี่วันเขาก็จะได้กลับบ้าน...อยากกินกิมจิจิเกขึ้นมาแล้วสิ...
หรือจริงๆแล้วเขาจะคิดถึงคนทำกิมจิจิเกกันแน่นะ?
“เด็กบ้าเอ๊ย...มาทำให้ฉันคิดถึงแบบนี้ได้ยังไงกัน...”
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่อากาศหนาวจนทำให้แจจุงไม่อยากจะออกมาจากผ้าห่มเลยด้วยซ้ำ สองสามวันมานี่อุณหภูมิเริ่มลดลงเรื่อยๆจนไม่อยากออกไปไหน อยากซุกตัวอยู่แต่ในผ้าห่มอุ่นๆของยุนโฮทั้งวันเลยด้วยซ้ำ...
เมื่อไหร่ยุนโฮจะกลับมานะ...ไม่รู้หรือไงว่าเขาคิดถึง...
แจจุงนอนขลุกอยู่ในห้องจนเกือบเที่ยงถึงได้ลุกออกมาเพราะทนหิวไม่ไหว หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็มาจัดการกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่โต๊ะคนเดียว มือขาวกดเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆจนมาถึงช่องการ์ตูนเรื่องโปรดก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาจัดการกับบะหมี่ในชามอย่างเอร็ดอร่อย
เวลาที่เหลือของวันนี้หมดไปกับการทำความสะอาดห้อง มือเล็กๆยกขึ้นมาปาดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาจากขมับของตัวเองก่อนที่จะพรูลมหายใจออกมา
“เหนื่อยจริงๆเลย~ของีบหน่อยละกัน”
เสียงนุ่มๆที่กำลังเรียกชื่อของเขาที่ข้างหูทำให้ปากอิ่มแย้มยิ้มออกมา สัมผัสอุ่นๆที่ข้างแก้มทำให้มือขาวยกขึ้นมาจับที่แก้มของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
“แจจุง”
นั่นเสียงใครน่ะ? เหมือนเสียงยุนโฮเลย...
“ตื่นได้แล้วไอ้ตัวดี”
เขากำลังฝันอยู่เหรอ?
“ไม่ตื่นงดของฝากนะ”
เอ๋?
เปลือกตาสีอ่อนที่ค่อยๆเปิดขึ้นเรียกรอยยิ้มจากอีกคนได้ไม่ยาก แจจุงที่ยังคงสลึมสลือยกมือขึ้นมาขยี้ตาก่อนที่จะเพิ่งสังเกตเห็นว่ายุนโฮกำลังนั่งมองเขาอยู่ ตาที่โตอยู่แล้วจึงโตขึ้นเป็นสองเท่า
“ยุนโฮ!!?”
“ตกใจอะไรนักหนา ฉันไม่ใช่ผีนะ”
“ก็มันยังไม่ครบสองอาทิตย์เลยนี่ ไม่คิดว่าคุณจะกลับมาก่อน ยุนโฮ ยุนโฮ ยุนโฮ!”
อยู่ๆคนเด็กกว่าก็กระโจนพรวดเข้าไปกอดรัดคนเพิ่งมาถึงแบบไม่ให้ตั้งตัวเป็นผลให้ยุนโฮเซไปด้านหลังจนเกือบจะตกเตียง เสียงทุ้มหัวเราะออกมากับท่าทางของอีกฝ่ายอย่างช่วยไม่ได้ก่อนที่มือใหญ่จะยกขึ้นกอดตอบ
“คิดถึงฉันขนาดนั้นเลยหรือไงหืม?”
“คิดถึงสิ...แล้วยุนโฮไม่คิดถึงผมบ้างหรือไง”
“..........”
“นิดนึงก็ไม่คิดถึงเลยเหรอ...”
“..........”
“โธ่...ผมไม่น่าถามเลย”
เสียงหวานที่เบาลงและแรงขืนน้อยๆนั่นยิ่งทำให้ยุนโฮที่กำลังแอบยิ้มได้ยิ้มกว้างออกมา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตอนนี้หน้าตาคงกำลังน่าสงสารได้ที่
“ฉันบอกหรือยังว่าไม่คิดถึง...”
เสียงนุ่มๆข้างหูเรียกให้แจจุงเงยหน้ามองคนพูดด้วยหน้าตาสงสัยและพบว่ายุนโฮกำลังยิ้ม...ยิ้มแบบมีเลศนัยซะด้วยสิ!
“ก็ยุนโฮเอาแต่เงียบนี่!”
“ฉันไม่ใช่คนชอบพูดนักหรอกนะแจจุง โดยเฉพาะเรื่องพวกนี้...”
ยุนโฮพูดพร้อมกับผละออกมาและสบตากับคนตรงหน้า ชายหนุ่มไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าตอนที่อยู่ญี่ปุ่นนั้นเขาคิดถึงแจจุงแค่ไหน อาจจะเป็นเพราะไม่เคยมีใครมาอยู่ด้วยให้ต้องคิดถึงมาก่อน คิดถึงจนยอมอดหลับอดนอนสะสางงานให้เสร็จก่อนกำหนดและรีบกลับมา คิดถึงหน้าขาวๆปากแดงๆนี่จะแย่...
“ฉันไม่ใช่คนโรแมนติกซะด้วย ไม่รู้ว่าคนบางคนชอบลงไปได้ยังไง”
แจจุงหัวเราะเบาๆก่อนที่ยกแขนขึ้นคล้องคออีกฝ่าย
“ผมไม่ได้ชอบคนโรแมนติก...ผมแค่ชอบคุณ...”
หลังจากเอ่ยประโยคน่ารักออกมาแล้ว แจจุงก็ถูกดึงไปจูบแรงๆหนึ่งทีเป็นการทำโทษ เด็กอะไรรุกได้ไม่เลือกเวลา แถมรุกได้น่ารักอีกต่างหาก!
“ยุนโฮจูบผมสองครั้งแล้ว แปลว่าคุณก็...ชอบผมแล้วใช่ไหม?”
“ทีแบบนี้นี่ฉลาดจังนะไอ้ตัวแสบ~”
ยุนโฮพูดก่อนที่บีบจมูกของเด็กฉลาดเบาๆ ตอนนี้แจจุงหน้าแดงลามไปถึงหูแล้ว มือไม้ก็พันกันยุ่งเพราะคงเขินจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะชอบแจจุงขึ้นมาจริงๆ เพิ่งมารู้สึกตัวก็ตอนที่อยู่ญี่ปุ่นนั่นแหละ
“จากนี้ก็ช่วยชอบฉันให้มากๆ เพราะฉันก็จะชอบนายให้มากๆเหมือนกัน”
“ผมว่าผมรักยุนโฮเลยดีกว่า คุณก็รีบๆรักผมเข้าหละ!”
“นายนี่มันสุดๆเลยนะคิมแจจุง~”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กอดกัน จูบกัน และเป็นของกันและกัน...
เป็นครั้งแรกที่แจจุงรู้สึกเขินกับการทำเรื่องอย่างว่า...ที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่รู้สึกอะไรนอกจากการแตะฝั่งฝัน เป็นเพราะไม่เคยสนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหน และที่สำคัญ...ไม่เคยมีความรักเจือปนอยู่...
แต่ครั้งนี้แจจุงรู้สึกเหมือนกำลังจะระเบิด ในหัวขาวโพลนและมีเพียงเสียงของยุนโฮที่เรียกชื่อตัวเองอยู่ซ้ำไปซ้ำมา มือที่สอดประสานกันไว้แนบแน่นทำให้แจจุงลืมสิ้นทุกสิ่งและจดจำได้เพียงคนที่กำลังกอดเขาอยู่ในตอนนี้...
“ผมรักยุนโฮ...”
“ฉันก็รักนาย ไอ้ตัวแสบ...”
3 ปีหลังจากนั้น...
“เร็วๆสิยุนโฮ ผมต้องไปสัมภาษณ์งานนะ”
“ก็เมื่อคืนนายดูดพลังฉันไปเยอะนี่ที่รัก...อีก 10 นาทีนะ”
แจจุงได้แต่นั่งทำหน้ามุ่ยขัดใจอยู่แบบนั้น...พูดมาได้ว่าเขาไปดูดพลัง ที่จริงแล้วมันเขาต่างหากที่ต้องพูดประโยคนั้นน่ะ!
“อีก 10 วินาทีถ้าคุณไม่ตื่นอาทิตย์นี้ก็ไดเอตไปเลย…”
“...............”
“งดเรื่องนั้นด้วยหนึ่งเดือน!”
“เฮ้ย ตื่นแล้วๆ โธ่~ทำไมถึงใจร้ายกับฉันแบบนี้หละ~”
“ก็วันนี้ผมต้องรีบไปนี่ เมื่อคืนบอกว่าจะนอนๆคุณก็ไม่ยอม!”
“ก็นายมันน่าฟัดนี่ ความผิดนายนั่นแหละ”
ชองยุนโฮไม่พูดเปล่าแต่ยังเอามือมาลูบเอวเขาอีกแน่ะ ตั้งแต่ตกลงปลงใจกันมาก็ดูเหมือนว่าคิมแจจุงจะถูกรุกคืนอย่างสาสม~
END...♥
Tags: fiction, yaoi, yunjae6 Comments
YUNJAE Supporter♥•สนับสนุนยุนแจอย่างเป็นทางการ•♥
เหตุผลที่ต้องเป็น"YUNJAE"